กฏแห่งกรรม “ยุติธรรม” เสมอ (กรรมตามสนอง)

กฏแห่งกรรม “ยุติธรรม” เสมอ (กรรมตามสนอง)

กรรมตามสนองประโยคนี้เรามักได้ยินบ่อยๆ ทว่า เราอาจจะไม่เคยมองเห็น “กรรม”

แต่สิ่งที่เราควรตระหนักรู้ก็คือ กรรมไม่เคยละเว้นใคร ไม่ว่ากรรมนั้น จะเป็น “บุญหรือบาป”

เมื่อไรก็ตามที่เหตุปัจจัยถึงพร้อมบุญและบาปก็พร้อมให้ผลทันที

สมัยเด็กๆ ผมชอบอ่านหนังสือเกี่ยวกับกฎแห่งกรรมมาก เพราะรู้สึกว่าเรื่องราวไม่ซับซ้อน

ใครทำอะไรก็ได้อย่างนั้น พออ่านไปมากๆ เข้า ผมก็เริ่มกลัวบาปกลัวกรรมขึ้นมาจับใจ

กลัวว่าจะเจอกับตัวเข้าบ้าง เพราะแม้ในชาตินี้ผมจะได้ชื่อว่าเป็นเด็กดี เชื่อฟังคุณพ่อคุณแม่

เรียนดี และฝึกปฏิบัติธรรมตลอด แต่ใครจะรู้ว่า ชาติที่ผ่านมา ผมเคยทำอะไรมาบ้าง

บาปกรรมจะสนองผมเมื่อไร หรือจริงๆ แล้วกรรมอาจจะย้อนมาหาผมแล้วก็ได้

เหตุการณ์นี้เกิดขึ้น เมื่อปลายปีที่แล้วนี่เอง ในช่วงที่ผมบวชอยู่ ช่วงนั้นผมติดตามพระอาจารย์ไปจำพรรษา

อยู่ที่วัดป่าแห่งหนึ่งในจังหวัดเลย สภาพทั่วไปของวัดในตอนนั้น แทบจะมีแต่พื้นที่โล่งเตียน

ที่ทางวัดเตรียมไว้ เพื่อรองรับสิ่งปลูกสร้างในอนาคตด้วยเหตุนี้ พระทุกรูปจึงต้องใช้ชีวิตอยู่กลางแจ้งเกือบทั้งวัน

และจำต้องเผชิญกับความโหดร้ายของแสงแดดที่แผดเผา ทุกสิ่งที่ขวางหน้าอย่างไม่ปรานี

เพียงแค่สัปดาห์แรก ผิวหนังบริเวณบ่า และสะบักข้างขวาของผม ก็เริ่มแดง แดงขึ้นเรื่อยๆ จนเริ่มไหม้

พร้อมกับมีอาการคันตามมา ไม่นานนักผิวหนังบริเวณนั้นก็ค่อยๆ ลอกออกเป็นแผ่นๆ ผมทั้งเจ็บทั้งแสบไปหมด

ทายาแต่ละครั้งก็สะดุ้งสุดตัวทุกครั้งไป เวลาผ่านไปราว 2 - 3 วัน  แทนที่อาการจะทุเลาลง

ผิวหนังบริเวณนั้นกลับเริ่มมีตุ่มน้ำใสๆ ผุดขึ้นมาเต็มไปหมด ครั้นพอตุ่มน้ำโตได้สักระยะก็แตกออก

คราวนี้ยิ่งหนัก เพราะผิวหนังบริเวณนั้นกลายเป็นแผลพุพองเต็มไปหมด ถึงตอนนี้ผมปวดแสบปวดร้อนไปหมด

จนต้องขอให้พระเพื่อนประคองไปหาหมอ สภาพผมในตอนนั้น แม้แต่หมอยังตกใจ ที่แผลพุพองได้ขนาดนี้

หมอเริ่มรักษาผมด้วยการใช้น้ำสบู่ทำความสะอาดแผล พร้อมกับใช้เครื่องมือเล็กๆ ขูดผิวหนังที่ต ายแล้วออก

บางแห่งขูดแรงไป เ ลื อ ดก็ออก บางแห่งขูดอย่างเดียวไม่พอ ก็ต้องขัดด้วย ขั้นตอนเหล่านี้

ทำเอาผมเจ็บจนร้องโหยหวนดิ้นพราดๆ อยู่บนเตียง อาการดิ้นพราดๆ นั่นเอง ที่ทำให้ผมรู้สึกเหมือนว่า

ตัวเองเป็นสัตว์น้ำ แต่ถูกจับขึ้นมาไว้บนบก และที่นอนดิ้นพราดๆ อยู่นี่ ก็เหมือนอาการของปลาขาดน้ำไม่มีผิด

แล้วอยู่ดีๆ ผมก็นึกถึงเรื่องราวสมัยผมอายุ 16 ปีขึ้นมา ตอนนั้นผมต้องเตรียมดินเพื่อทำแปลงปลูกผัก

ร่วมกับเพื่อนๆ จากนั้นก็แบ่งเวรกันรดน้ำ ซึ่งแหล่งน้ำที่พวกเราใช้ ก็อยู่ไม่ใกล้ไม่ไกลเลย คูน้ำเล็กๆ ข้างๆ  แปลงผักนั่นเอง

วันหนึ่งขณะที่รดน้ำผักอยู่ ผมก็เกิดคิดพิเรนทร์ขึ้นมาว่า “แค่รดน้ำอย่างเดียวคงไม่พอ ผักคงจะไม่งาม ต้องหาปุ๋ยมาใส่ให้ผักด้วยดีกว่า”

ตาไวเท่าความคิด เพราะในคูน้ำเล็กๆ นั้น เต็มไปด้วยลูกอ๊อดลูกปลาสารพัดขนาด ผมจึงไม่รอช้า ค่อยๆ ใช้กระป๋องตักน้ำ

ให้ติดลูกอ๊อด และลูกปลาขึ้นมาด้วย ยิ่งเยอะยิ่งดี จากนั้นผมก็นำน้ำนั้นไปราดแปลงผักทันที

เมื่อร่างของเจ้าสัตว์ตัวเล็กๆ กระทบกับพื้นดินเท่านั้น พวกมันก็ดิ้นพราดๆ หมายจะหาแหล่งน้ำ

เพื่อต่อชีวิต แต่ผมก็ไม่สนใจ คิดอย่างคึกคะนองว่า เดี๋ยวพวกมันก็กลายเป็นปุ๋ยแล้ว ช่างมัน

สองวันต่อมา ถึงเวรรดน้ำของผมอีกครั้ง คราวนี้แปลงผักเต็มไปด้วยกลิ่นเหม็นเน่า ผมรู้ทันทีว่า

กลิ่นเหม็นนั้นมาจากซากลูกอ๊อด และลูกปลาแน่ๆ แต่เชื่อไหมครับว่าวันนั้น ผมไม่ได้รู้สึกผิดอะไรเลย

กระทั่งวันเวลาผ่านไป จนมาถึงวันนี้ วันที่ผมต้องมานอนดิ้นพราดๆ อยู่บนเตียงนี่เอง ที่ทำให้ผมได้คิดว่า

ความเจ็บปวด ความทรมานที่ผมได้รับทั้งหมดนี้ คงไม่ต่างจากที่ลูกอ๊อด และลูกปลาได้รับ

นี่เป็นสัญญาณบอกผมว่ากฎแห่งกรรมมีอยู่จริง และกำลังเล่นงานผมอยู่ แม้ว่าผมจะอยู่ในเพศบรรพชิต กฎแห่งกรรมก็ไม่ละเว้น

เหตุการณ์นี้ยังทำให้ผม ย้อนคิดกลับไปถึงเรื่องเฉียดต ายที่เคยเกิดขึ้นกับผมในสมัยเด็กๆ ถึง 2 เรื่อง

เรื่องแรก เกิดตอนผมอายุได้ไม่ถึง 7 วัน ตอนนั้นผมกินนมแม่แทบไม่ได้ กินไปก็อาเจียนออกหมด

ในที่สุดคุณหมอต้องจับผมผ่าตัด อาการจึงดีขึ้น แต่ก็ยังทิ้งรอยแผลเป็นในครั้งนั้นมาให้เห็นจนวันนี้

เรื่องต่อมาเกิดขึ้นตอนผมอายุ 12 ปี ตอนนั้นผมนอนปวดท้องอย่างไม่รู้สาเหตุอยู่ที่บ้าน

คุณแม่ก็ดูแลไปตามอาการ จนในที่สุดผมปวดท้องจนทนไม่ไหว คุณแม่จึงเอะใจ รีบพาผมส่งโรงพยาบาล

หมอบอกว่า ถ้ามาช้าอีกนิดเดียว ไส้ติ่งอาจจะแตก และผมก็อาจไม่รอด และนั่นคือครั้งที่สอง

ที่ผมถูกผ่าตัดบริเวณช่องท้อง การผ่าตัดผ่านไปด้วยดี แต่ก็ทิ้งรอยแผลเป็นไว้ตรงท้องของผมอีกหนึ่งรอย

ทั้งสองเรื่องนี้ ทำให้ผมอดคิดไม่ได้ว่า ชาติที่แล้วผมคงเคยไปทำร้ายใครเอาไว้ โดยเฉพาะบริเวณช่องท้อง

เช่น อาจจะเคยผ่าท้องปลามาก่อนก็เป็นได้ พอมาถึงชาตินี้ เวรกรรมจึงส่งผลตั้งแต่ผมเกิดได้ไม่กี่วัน

ถึงตรงนี้ ผมชักเริ่มไม่แน่ใจว่า ชีวิตข้างหน้าผมจะเจอกับอะไรอีก แต่เมื่อทุกอย่างเป็นสิ่งที่ผ่านมาแล้ว

แก้ไขอะไรไม่ได้ ผมพร้อมน้อมรับผลที่จะเกิดขึ้น และตั้งใจจะใช้ชีวิตที่เหลืออยู่ มุ่งมั่น ทำความดีให้มากที่สุด

ส่งบุญกุศลคืนกลับไปยังเจ้ากรรมนายเวร ทุกผู้ทุกคน เพื่อเวรกรรมทั้งหมด จะได้หมดสิ้นลงในชาตินี้

พระอาจารย์ชาญชัย อธิปญโญ พระอาจารย์ประจำ ณ ร่มอารามธรรมสถาน ให้คำจำกัดความคำว่า “กรรม” ดังนี้

กรรมคือการกระทํา หากมีเจตนาที่จะทํา หรือตั้งใจทํา ก็จะได้รับผลตอบสนองกลับ เรียกว่าวิบากกรรม เป็นคํากลางๆ

คือทําดีก็ได้ เรียกว่ากุศลกรรม ชั่วก็ได้ เรียกว่าอกุศลกรรม หากทําดี วิบากฝ่ายดีก็จะตอบสนอง

ซึ่งเรามักจะใช้คําว่า อานิสงส์แห่งผลบุญ และหากทําชั่ว วิบากฝ่ายชั่วก็จะตอบสนอง ซึ่งเรามักจะใช้คําว่า วิบากกรรม

อันที่จริง วิบากกรรม มีทั้งการตอบสนองที่เป็นทั้งคุณและโทษ กรรมเป็นเรื่องที่มีความสลับซับซ้อน

ทําให้คนที่ไม่ได้ศึกษา เรื่องนี้อย่างแท้จริงมักสับสนว่า เพราะเห็นว่าตนทําความดีแล้ว ยังไม่ได้รับผลดีตอบสนองอย่างที่ตนต้องการ