การฝึกสติสามารถ ตัดภพชาติ ได้อย่างไรบ้าง พระมหาวรพรต กิตฺติวโร

วงจรของปฏิจจสมุปบาท เริ่มตั้งแต่สภาวะที่เรียกว่า “รู้” ที่เป็นอมตะธรรม ถูกอวิชชาบดบังประดุจเมฆหมอก จากนั้นก็เกิดสังขารคือความปรุงแต่งขึ้น

มันกลายเป็นวังวนขึ้นมา จากนั้นเกิดสิ่งที่เรียกว่า วิญญาณขันธ์ ตามมาด้วย นามรูป พอนามรูปเกิดก็จะเกิดสฬายตนะ คืออายตนะทั้ง 6

ได้แก่ ตา หู จมูก ลิ้น กาย และใจ จากนั้นเกิดผัสสะ มีการกระทบแล้วเกิดเวทนา เมื่อเวทนาเกิด ถ้าไม่มีสติก็จะเกิดอาการยึดติดเรียกว่า อุปาทาน

จากนั้นเกิดตัณหา คือความทะยานอยาก เมื่ออุปาทานเกิดก็คือเกิดภพ แล้วก็เกิดชาติ ตรงนี้ไม่ได้หมายความว่า การเกิดเป็นชีวิตช่วงอายุไข

แต่เป็นกระบวนการที่เกิดขึ้นในทุกๆ ขณะจิต วงจรตัวนี้เกิดขึ้นทุกๆ ขณะจิต ถ้าเราไม่มีสติก็จะเกิดภพ เกิดชาติ ในทุกๆ ขณะจิต จิตมันเกิดดับตลอดเวลา

แต่เมื่อใดที่เรามีสติรู้สึกตัวขึ้นมา ความรู้สึกตัวจะตัดกระบวนการปฏิจจสมุปบาทลงทันที เพราะเราจะเหลือแต่สิ่งที่เรียก “สักแต่รู้ สักแต่รู้สึก”

ขึ้นมาแทนที่ความรู้สึกชอบหรือชัง เพราะความรู้สึกนี้ทำให้ยึดติดเป็นตัวเป็นตน เป็นภพเป็นชาติ เมื่อรู้สึกตัวก็จะหลุดออกภพชาติ หากฝึกสติมากจนจิตมีกำลัง

เกิดสติตั้งมั่น ทีนี้สฬายตนะจะยุติลง โดยปกติ พอจิตเกิดในอายตนะทางตา หู จมูก ลิ้น และกาย แต่พอสติมีกำลังมาก มันยังไม่ทันเกิดในอายตนะ

ทางตา หู จมูกลิ้น และกาย แต่ไปเกิดที่ใจแล้วตัดทันที จึงเกิดสภาวะที่เรียกว่า “จิตตั้งมั่น” ขึ้นมา จิตตั้งมั่นเพราะว่าจิตไม่ไปเกิดตามอายตนะ

ทางตา หู จมูก ลิ้น และกาย เพราะมันไปเกิดที่ใจแล้วดับไป จากนั้นก็จะเข้าสู่ระดับที่เรียกว่า รูปาวจร สัมมาสมาธิ ซึ่งสัมมาสมาธิจะใช้ที่ใจเท่านั้น

ตรงนี้ถ้ากำลังทรงตัว ความเป็นทิพย์จะเกิดขึ้น คำว่า “หูทิพย์” “ตาทิพย์” ตามจริงแล้ว มันไม่ใช่มีตา และหูเป็นทิพย์ แต่ใจต่างหากที่เป็นทิพย์

ถ้าเราฝึกสติละเอียดก็จะพบว่า ตอนหลับตาก็สามารถมองเห็นได้ เพราะมันไม่ได้ใช้ตาเนื้อ แต่ใช้ใจรับรู้ นี้คือสภาวะระดับรูปาวจร เป็นต้นไป