ขันธ์ 5 คือ 5 ชิ้นส่วนที่รวมตัวกัน หลอกว่ามีตัวคุณเป็นขณะ ๆ

ความรู้สึกว่ามีตัวคุณอยู่ในขณะนี้ ทางพุทธเรียกว่า เป็นอุปาทานไปชั่วขณะของจิต

โดยที่จิตดวงนี้ เกิดเดี๋ยวนี้ ตั้งอยู่เดี๋ยวนี้ แล้วเดี๋ยวก็ดับหายไป กลายเป็นจิตแบบอื่น

จิตดวงนี้ กำลังเป็นจิตชนิดที่รู้รูป รู้อักษร รู้ข้อความ

แล้วก็อาจรู้ตรงๆ เข้ามาที่ตัวเองได้ว่า เป็นธรรมชาติรู้ เป็นสิ่งเดียวในจักรวาลที่รู้สิ่งอื่นได้

จิตดวงนี้ เป็นจิตที่ถูกปรุงแต่งให้สว่างธรรม เข้าข่ายเป็นกุศลจิต

ต่างกันเป็นตรงข้าม กับอกุศลจิตเมื่อคิดร้าย คิดพยาบาทอาฆาตแบบหน้ามืดตามัว

จิตดวงนี้ เป็นคนละดวง เป็นคนละตัวกันกับจิตอื่น ๆ ที่ดับหายไปแล้วในอดีต

และที่ยังไม่เกิดขึ้นในอนาคต แต่ที่เหมือนกันกับจิตอื่น ๆ คือ ถูกปรุงแต่งให้นึกว่ามีตัวคุณ

ดวงจิตทั้งปวง ในปัจจุบันก็ดี อดีตก็ดี อนาคตก็ดี กองรวมกันแล้ว เรียกว่า วิญญาณขันธ์

ตัวคุณแบบนี้ ที่รู้สึกนึกคิดอยู่ ไม่ได้คิดนึกเองได้โดยอิสระ แต่ต้องถูกรูปเสียงกระตุ้นให้คิด

หรือถูกสภาพเฉื่อยของจิตเอง กระตุ้นให้ลอยไป ฟุ้งไป เตลิดไป

สภาพคิดนึกดีร้าย สงบบ้าง ฟุ้งซ่านบ้าง เกิดตัวตนหนาแน่นบ้าง

เกิดตัวตนเบาบางบ้าง เหล่านี้ กองรวมกันแล้ว เรียกว่า สังขารขันธ์

ตัวคุณแบบนี้ ที่จำได้อยู่ว่าตัวเองเป็นใคร ชื่ออะไร นามสกุลอะไร

หมายรู้เป็นภาษาว่า กำลังคิดเรื่องอะไรอยู่ อีกไม่นานจะลืมเรื่องที่กำลังคิด ๆ

แม้ในฝันก็อาจระลึกไม่ได้ว่า ตนมีชื่อและนามสกุลอะไร

ความจำที่กลับลืมได้ทั้งหลาย ที่กำลังเกิด เคยเกิด

และจะเกิดกองรวมกันแล้ว เรียกว่า สัญญาขันธ์

ตัวคุณแบบนี้ ที่รู้สึกรู้สาอยู่ว่า สบายหรืออึดอัด เป็นสุขหรือเป็นทุกข์

จากการเห็นรูปหรือฟังเสียง จากการคิดนึกดี ๆ หรือนึกคิดร้าย ๆ

จะเป็นในปัจจุบัน อดีต หรืออนาคตก็ตาม กองรวมกันแล้ว เรียกว่า เวทนาขันธ์

ตัวคุณแบบนี้ ที่อยู่ในท่านั่ง หรือท่าทางอย่างที่กำลังปรากฏ

แท้จริงไม่ได้เป็นก้อนตันๆ อย่างที่รู้สึก แต่ประกอบด้วยชิ้นส่วนอวัยวะ

ยกตั้งด้วยโครงกระดูก ฉาบทาด้วย เ ลื อ ด เนื้อ

ที่มีทั้งของแข็ง ทั้งของเหลว ทั้งไออุ่น ทั้งลมพัดเข้าพัดออก

เมื่อจิตเบา กล้ามเนื้อก็ผ่อนคลาย ปรุงแต่งจิตให้เห็นกายเหมือนแก้วโปร่งใส

เมื่อจิตหนัก กล้ามเนื้อก็รัดเกร็ง ปรุงแต่งจิตให้เห็นกายเหมือนหินหนาทึบ

มีอาหารเข้าทางช่องปาก มีอาหารออกทางรูก้น ต่างไปเรื่อย ๆ

จากเด็กเป็นโต จากโตเป็นแก่ กายในปัจจุบัน ที่คลี่คลายมาจากกายในอดีต

และกำลังจะผายผันไปเป็นกายในอนาคต กองรวมกันแล้ว เรียกว่า รูปขันธ์

พระพุทธเจ้า ทรงให้รู้ขันธ์ทั้งปวง โดยเริ่มจากหายใจแบบพุทธ

ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของรูปขันธ์ รู้ว่าลมหายใจสักแต่เป็นรูป ที่แสดงความไม่เที่ยงอยู่ตลอดเวลา

เข้ามาแล้วต้องออกไป ยาวได้ก็สั้นได้ ไม่อาจเอาแน่เอานอน

เมื่อหายใจแบบพุทธเป็น ก็รู้ขันธ์อื่น ๆ ตามมาได้หมด

คือ รู้ว่ากำลังหายใจอย่างเป็นสุข หรือเป็นทุกข์

กำลังจำว่าตัวเองเป็นใคร หรือจำใหม่ว่าตัวเองไม่ใช่ใคร

จำใหม่ว่าตัวเองประกอบขึ้น จากธรรมชาติฝ่ายรูปและฝ่ายนาม

จำได้ว่าอย่างนี้คือรูปขันธ์ อย่างนี้เป็นนามขันธ์

เมื่อเหลือแต่จิตรู้กองลมทั้งปวง พอกองลมทั้งปวงหายไป เหลือแต่จิตรู้ตัวเอง

ก็เห็นถนัดว่า สมาธิจิตเด่นดวง ก็ของชั่วคราว ตั้งอยู่เดี๋ยวนี้ แล้วเดี๋ยวก็จะหายไป

ไม่ใช่ตัวใคร ไม่มีใครในจิต จิตก็คายความหลงผิดออกมา

นั่นแหละ ปลายทางของการพิจารณา แยกแยะกายใจออกมาเป็นกองขันธ์

ขอบคุณแหล่งที่มา : dungtrin