คนจริงเค้าทำตัวธรรมดา เฉย ๆ อยู่อย่างกลมกลืน และไม่โอ้อวด

คนจริงเค้าทำตัวธรรมดา เฉย ๆ อยู่อย่างกลมกลืน และไม่โอ้อวด

การเจริญพระกรรมฐาน บรรดาท่านพุทธบริษัท ถ้าเราไปกล่าววาจาโอ้อวด พระพุทธเจ้าถือว่า เป็นอุปกิเลส เพราะว่าการแสดงตัวว่าเราเอง เป็นผู้เจริญกรรมฐาน ห่มผ้าสีกรัก ทำท่าหลับตา ทำท่าสงบเสงี่ยมเกินไป

อย่างนี้เป็นการโอ้อวด แสดงออกว่าฉันเจริญกรรมฐาน พระพุทธเจ้าท่านกล่าวว่าเป็นอุปกิเลส ทำไม่ได้ ต้องทำตัวให้เหมือนเขา ฉะนั้น ยามปกติทั้งหมด จะทำตัวเหมือนกับชาวบ้าน เหมือนกับพระธรรมดา ๆ ทั้งหมด

จะคุยสนุกสนานเฮฮาตามเรื่องตามราวไป ไม่ขัดจังหวะกัน แต่ว่าถึงเวลาของเรา เราก็ทำของเรา การเจริญกรรมฐานเป็นหน้าที่ของพระ พระจริง ๆ ที่บวชเข้ามาในพระพุทธศาสนา ต้องมีคุณสมบัติ 3 อย่างครบถ้วน

1. อธิศีลสิกขา รักษาสิกขาบท คือ ศีล มากกว่าฆราวาส และก็รักษาให้ครบถ้วน

2. อธิจิตสิกขา รักษาสมาธิให้มีการทรงตัวเป็นฌานอยู่เสมอ เป็นการป้องกันนิวรณ์เข้ามารบกวน

3. อธิปัญญาสิกขา นั่นหมายถึงว่า ใช้ปัญญาตัดกิเลสให้เป็นสมุจเฉทปหาน

แต่ว่าจะตัดได้หมดหรือไม่หมด ก็เป็นเรื่องของจิตใจในเวลานั้น ก็ไม่ใช่ว่าจะบังคับกันว่าต้องตัดหมด ถ้าตัดหมดได้ก็ดี เพราะการบวชเวลานั้น

ถือภาษิตอยู่บทหนึ่งว่า “นิพพานัสสะ สัจฉิกิริยายะ เอตัง กาสาวัง คเหตวา” ซึ่งแปลเป็นใจความว่า ข้าพเจ้าขอรับผ้ากาสาวพัสตร์มาเพื่อทำให้แจ้งซึ่งพระนิพพาน

จากหนังสือ โอวาทหลวงพ่อวัดท่าซุง

ที่มา : เพจ คำสอนหลวงพ่อฤาษี (ลิงดำ)