คนฉลาด ที่ฉลาดไม่สุด เพราะเอาครึ่งหนึ่งของความฉลาด มาใช้ฝึกแก้ตัว

มนุษย์ฉลาดขึ้น เพราะฝึกแก้ไขข้อผิดพลาด

คนเก่ง เก่งขึ้นมาจากการแก้ปัญหา วันละสิบข้อร้อยข้อทั้งนั้น

แต่คนส่วนใหญ่ ถูกเทรนมาให้กลัวความผิด ไม่แม้แต่จะอยากเรียนรู้จากข้อผิดพลาด

เพราะชีวิตมักบีบให้ต้องรักษาหน้า เดี๋ยวจะโดนเยาะเย้ยถากถางบ้าง เดี๋ยวจะโดนดุโดนว่าบ้าง

โลกนี้จึงเต็มไปด้วย คนฉลาด ที่ฉลาดไม่สุด เพราะครึ่งหนึ่งของความฉลาด

ต้องเอามาใช้ฝึกแก้ตัว หรือหาเหตุผลกล่าวโทษว่า เป็นความผิดของคนอื่น

ยิ่งพูดดัดให้ข้อเท็จจริงบิดเบี้ยว จิตยิ่งทึบลงทุกทีด้วยความไม่ซื่อตรง พอกโมหะห่อหุ้มตัวมากขึ้น

ยิ่งปล่อยให้ตัวเองเคยชิน กับความไม่อยากเผชิญหน้ากับปัญหา

ยิ่งรู้สึกว่าสติปัญญาเฉื่อยชาลง อ่อนแอและขี้ขลาดหนักขึ้นเรื่อย ๆ

ถ้าหากเข้าใจปมของมนุษย์ว่า กลัวผิด กลัวพลาด

เพราะไม่อยากให้ใครมาดุด่า หรือล้อเลียน ก็แก้ด้วยการที่เราตะลุยเลย

คือ กล้าที่จะผิด กล้าที่จะคิด กล้าที่จะออกไอเดีย

ฝึกยอมรับและแก้ไขข้อผิดพลาดด้วยสติ

การยอมรับผิด เป็นส่วนหนึ่งของ การเจริญสติ

แค่ฝึกที่จะพูดถึงความผิดพลาด ในแบบที่จะช่วยให้คนอื่น

เข้าใจต้นเหตุของปัญหา และท้าทายให้ตัวเอง

นึกสนุกกับการหาทางออกดี ๆ ความฉลาดก็แหลมคมขึ้นนิดหนึ่งแล้ว

ทุกปัญหา เริ่มแก้ได้ด้วยการตั้งสติคิด คิดว่าจะเล็งสายตาไปตรงไหน

ต้นเหตุคืออะไร อยากให้ปลายทางจบแบบใด คิดจนรู้ว่า สิ่งใดง่ายที่สุดที่เริ่มทำได้เดี๋ยวนี้

คนใดง่ายที่สุดที่จะเริ่มคุยก่อน คำใดดีที่สุดที่จะใช้คุยให้รู้เรื่องได้

ต่อให้ตัดสินใจเลือกแก้ปัญหาผิด แต่ก็ได้เรียนรู้อย่างถูกต้องว่า

ทางเลือกนั้นผิด ให้คิดใหม่ จนกว่าจะเจอทางออกที่ใช่

ทุกความผิดพลาด ช่วยปรับปรุงคุณภาพสติ ให้ดีขึ้นได้ทุกครั้ง

ฝึกตั้งคำถามที่ดีที่สุด

อัลเบิร์ต ไอน์สไตน์ บอกว่า ความฉลาดไม่ใช่แค่แก้ปัญหาเก่ง

แต่ยังต้องเป็นสุดยอดนักตั้งคำถาม ถามแล้วเกิดมุมมองใหม่

หรือถามแล้วจุดชนวน ให้เกิดความอยากรู้อยากเห็น อยากศึกษาเข้าไปให้ถึงแก่นความจริง

เมื่อใจอยู่ในอาการเฟ้นหาคำถามที่ดีที่สุด ใจจึงไม่แคบ ไม่ปิดกั้น

กลายเป็นคนชอบคิดค้น หาคำตอบใหม่ ๆ ด้วยตนเอง

จนกว่าจะรู้สึกว่าใช่ที่สุด น่าพอใจที่สุด

ตรงประเด็นปัญหา ทั้งต้นเหตุและทางออกที่ดีที่สุด

ฝึกเอากายนี้เป็นที่ตั้งของการเจริญสติ

คนเก่ง ทางพุทธศาสนาเรียกว่า มีฤทธิ์ เป็นผู้มีความสามารถในวงการหนึ่ง ๆ

เป็นพ่อมดที่จะทำอะไร ให้เกิดความรู้สึกตื่นตาตื่นใจ

จิตที่เปิดกว้าง เป็นด่านแรกของปฏิภาณ

ถ้าหากว่าใจปิดแคบ เช่นกำลังตื่นเต้น กำลังประหม่า ไม่มีทางที่ปฏิภาณเกิด

ถ้าอยากฉลาดขึ้นผิดหูผิดตา ภายในชาติเดียว

พระพุทธเจ้า ก็ทรงให้คำตอบไว้ นั่นคือต้องเจริญกายคตาสติ อย่างเต็มที่

หมายถึงทำให้สติเจริญขึ้น โดยอาศัยกายเป็นที่ตั้งของสติ

คือ ให้สังเกตความจริง เกี่ยวกับปรากฏการณ์ทางกาย ที่มีให้รับรู้ได้ตลอดเวลา

ไล่ตั้งแต่ง่ายไปหายาก นับแต่ดูความจริงเกี่ยวกับลมหายใจก่อน

เห็นชัดแล้ว จึงไล่ไปที่ความจริงของอาการอื่นทางกาย

เช่น อิริยาบถใหญ่น้อย ความเคลื่อนไหวที่เกิดขึ้น

เพราะอะไรการรู้เท่าทันอาการของกาย จึงทำให้เกิดปฏิภาณขึ้นมาได้

เพราะว่าเมื่อสติเกิดขึ้นต่อเนื่องแล้ว ในที่สุด จะมีความรู้สึกว่าจิตเปิดกว้าง

คุณภาพของจิตก็จะมีความว่องไว รับรู้ได้เร็ว รับรู้ได้คมชัด

จึงช่างสังเกต และสามารถคิดได้อย่างมีความสุข ไม่ใช่คิดวกวนจนเป็นทุกข์แบบคนโง่

ใจที่เปิดกว้าง มีความรับรู้และสติอย่างต่อเนื่อง คือฐานที่ยืนที่สำคัญที่สุดของปฏิภาณ

ถ้าทำเต็มที่ก็อาจพิสูจน์ว่า คนเราฉลาดแหลมคมขึ้นอย่างเอกอุ ในชาติเดียวได้หรือไม่

ขอบคุณแหล่งที่มา : dungtrin