ความสุขและความทุกข์ของคนเรา อยู่ที่การเลือกที่จะรับรู้

ความสุขและความทุกข์ของคนเรา อยู่ที่การเลือกที่จะรับรู้

ใจเราเป็นทุกข์ เพราะเราเลือกที่จะรับรู้ในด้านที่ไม่ดี ด้านที่ไม่สดใส

แต่เราลืมนึกไปว่ายังมีอีกด้านหนึ่งที่ควรค่าแก่การมองเช่นเดียวกัน ทำไมถึงเป็นเช่นนี้

ที่เป็นอย่างนี้ก็เพราะคนเรามักเลือกมองในสิ่งที่ไม่ดี สิ่งที่ไม่เป็นประโยชน์

หรือสิ่งที่ไม่สร้างสรรค์ต่อชีวิตของเรา เพราะเชื่อว่าสิ่งเหล่านี้เป็นอุปสรรค

หรือเป็นสิ่งที่ขัดขวางไม่ให้เราเดินไปสู่เป้าหมายที่วางไว้ได้

แต่เราลืมนึกไปว่า สิ่งเหล่านั้นอาจเกิดขึ้นจากปัจจัยที่เราควบคุมไม่ได้ก็จริง

แต่ไม่ได้หมายความว่า เราจะต้องถูกทำลายไปด้วย เพราะท้ายที่สุดแล้วตัวที่ทำลายความรู้สึกต่างๆ ของเรา

ไม่ใช่ปัจจัยเหล่านั้น แต่เป็นตัวเราเองต่างหาก ที่คิดย้ำหรือมุ่งความสนใจไปกับความรู้สึกที่ไม่ดีต่อสิ่งที่เกิดขึ้น

เพราะฉะนั้นถ้าเราสามารถปรับเปลี่ยนมุมมองของเรา หรือเลือกที่จะมองในสิ่งที่ควรมอง

แทนที่การมองในสิ่งที่บั่นทอนจิตใจหรือความรู้สึกเราได้ เมื่อนั้นเราก็จะมีความสุขกับชีวิตของเรามากขึ้น

ตัวอย่างง่ายๆ ที่เราทำได้ เช่น มีคนขับรถปาดหน้าเราหรือแซงเรา แน่นอนว่าเราอาจโกรธ แต่เราเปลี่ยนมุมมองที่เลือกมองเสียใหม่

แทนที่จะคิดว่า ทำไมคนๆ นี้ถึงนิสัยไม่ดี หรือทำอะไรที่ไม่เข้าท่า เป็นเขาคงมีธุระจำเป็นที่จะต้องไป

ให้เขาไปเถอะ หรือ คนบางคนชอบพูดจาไม่ดีกับเรา เราอาจรู้สึกแย่ และคิดว่าทำไมคนๆ นี้

ถึงไม่รู้จักมารยาท หรือหัดพูดจาดีๆ กับคนอื่นเสียบ้าง? เราก็เปลี่ยนความคิดเสียใหม่

เป็นการพูดในโลกนี้มีหลายแบบ นี่ก็เป็นอีกลักษณะหนึ่งที่ช่วยทำให้เราเปิดโลกทัศน์เรียนรู้ในสิ่งใหม่ๆ มากขึ้น

การเปลี่ยนมุมมอง หรือพยายามหามุมมองที่เราควรเลือกมองนั้น ไม่ได้หมายความว่า เรากำลังหลอกตัวเองอยู่

แต่เป็นวิธีการที่ช่วยให้เรารู้สึกดีขึ้น เมื่อเรารู้สึกดีขึ้น เราก็จะมีความสุขมากขึ้น

เหมือนกับตัวอย่างของ โทมัส เอดิสัน ครับ ห้องทดลองของ โทมัส เอดิสัน

ได้ถูกไฟไหม้ในช่วงเดือนธันวาคม ของปี ค.ศ. 1914 ถึงแม้ว่ามูลค่าความเสียหายจะสูงถึง 2 ล้านเหรียญก็ตาม

แต่ตัวอาคารก็ได้รับเงินประกันเพียงแค่ 238,000 เหรียญเท่านั้น ทั้งนี้

เพราะตัวตึกทำมาจากคอนกรีต ที่ทำให้คิดว่าน่าจะป้องกันไฟได้เป็นอย่างดี

ผลงานส่วนใหญ่ของ โทมัส เอดิสัน ได้รับความเสียหาย และมอดไหม้ไปในกองเพลิงในคืนนั้น

ในช่วงที่ไฟกำลังลุกโชนอยู่นั้น ชาลี ลูกชายวัย 24 ของ เอดิสัน

ได้พยายามค้นหาพ่อของตนภายใต้กลุ่มควันที่พวยพุ่งและซากปรักหักพังที่ร่วงหล่นลงมา

ในท้ายที่สุด ชาลีก็ได้พบกับพ่อของตน ที่กำลังยืนมองดูไฟที่ลุกโหมอย่างหนัก ในเสี้ยววินาทีนั้น

ชาลีรู้สึกว่า ตนเองเจ็บปวดรวดร้าวเหลือเกินกับสิ่งที่พ่อของตนได้รับ เพราะว่า เอดิสันในขณะนั้น

อายุอานามก็ปาเข้าไป 67 ปี แล้วและผลงานสิ่งประดิษฐ์ต่างๆ ก็มอดไหม้ไปในกองเพลิงทั้งหมด

แต่เมื่อ เอดิสันเห็นลูกของตนเท่านั้น ก็ได้เอ่ย ขึ้นว่า ชาลี แม่ของแกอยู่ที่ไหน?

และเมื่อชาลีบอกว่าตนเองไม่รู้ว่าแม่อยู่ที่ไหน เอดิสันก็บอกให้ชาลีรีบไปตามแม่ของตนมา

พร้อมทั้งพูดว่ารีบไปตามแม่มา เธอคงไม่เคยได้เห็นอะไรแบบนี้ตราบนานเท่านานที่เธอมีชีวิตอยู่ในบ้านหลังนี้?

รุ่งเช้าหลังจากเหตุการณ์ไฟไหม้ได้สงบลง เอดิสันได้มองดูซากปรักหักพังและพูดขึ้นว่า

นี่เป็นคุณค่าที่ยิ่งใหญ่ ในหายนะที่เกิดขึ้น เพราะว่าความผิดพลาดที่เราได้ทำไว้

ถูกเผาไหม้ไปหมดเรียบร้อยแล้ว ขอบคุณพระเจ้าที่ช่วยให้เราได้เริ่มต้นใหม่

หลังจากเหตุการณ์ไฟไหม้ได้ประมาณ 3 สัปดาห์ เอดิสันก็ได้ประดิษฐ์ หีบเพลงเครื่องแรกของโลกได้สำเร็จ

จากเรื่องที่นำมาเล่าให้ท่านได้อ่าน สะท้อนให้เห็นว่า ไม่ว่าเราจะเผชิญกับความโหดร้าย

ปัญหาหรืออุปสรรคอะไรก็ตาม ถ้าเราเลือกมองในสิ่งที่เรามองแล้วสบายใจ ความสุขก็เกิดขึ้นได้ไม่ยาก

แต่ถ้าเรามัวแต่มุ่งไปที่ปัญหา ฟูมฟายกับสิ่งที่เกิดขึ้น เศร้าเสียใจ โอกาสที่เราจะกลับมาเริ่มใหม่ก็ยากครับ

สภาวะทางจิตของเราก็จะค่อยๆ จมหายไปเรื่อยๆ มีแต่ความทุกข์เข้ามาแทนที่ แล้วชีวิตที่เหลือจะอยู่ได้อย่างไรกัน