ความหวังดีบางทีก็มีโทษ ถ้าใช้กับคนใจแคบ ที่ไม่ยอมรับความจริง

ความหวังดีบางทีก็มีโทษ ถ้าใช้กับคนใจแคบ ที่ไม่ยอมรับความจริง

ก่อนจะตำหนิ หรือแนะนำใครดูให้ดีว่า สิ่งที่กำลังจะพูด จะเตือน จะบอก

เขารับฟัง หรือไม่อยากได้ยิน “อีโก้” ของคนไม่เท่ากัน

บางคนชอบฟังเรื่อง “โกหก” มั่นใจ มั่นหน้า จนรับไม่ได้ ถ้ามีใครสักคน

บอกว่าสิ่งที่เขาทำ “มันไม่โอเค” “ติ เพื่อ ก่อ” ถ้าผิดที่ ผิดคน

นอกจากจะไม่มีความดี ไม่มีคำขอบคุณ อาจถูกมองว่าก้าวก่าย วุ่นวาย จุ้นจ้าน

ดีที่สุดคือ “มองคนให้ออก” ว่าเขาอยากได้คำแนะนำแบบตรงไปตรงมา

หรือ ชอบความ “เฟค” แสแสร้ง แกล้งชม ถ้าไม่ใช่ “หน้าที่” ก็ควรดูอยู่ห่างๆ

ต่างคนต่างผ่านโลกมาพอๆ กัน อย่าไปคิดแทนใคร จนกลายเป็น “ล้ำเส้น”

เจตนาดี ถ้าผิดที่ ผิดคน ผิดเวลา ก็ “ไร้ค่า” เสียเวลา และเปลืองตัว

ยามใดที่ถูกเอารัดเอาเปรียบ ยิ้มไม่สะทกสะท้าน คือ “ความใจกว้าง”

ยามใดที่ถูกเข้าใจผิด ยิ้มน้อยๆ คือ “วุฒิภาวะ” ยามใดที่ถูกกระทำไม่เป็นธรรม ยิ้มบางๆ คือ “ใจใหญ่”

ยามใดที่ถูกบีบคั้นจนปัญญา ยิ้มอย่างไม่ทดท้อ คือ “สายตายาวไกล”

ยามใดที่ตกอยู่ในวิกฤต ยิ้มอย่างสงบ คือ “ความหนักแน่น”

ยามใดที่ถูกเยียดหยาม ยิ้มนิ่งๆ คือ “ความเชื่อมั่นในตนเอง”

ยามใดที่ประสบอุปสรรค ยิ้มอย่างยอมรับ คือ “การมองโลกในแง่ดี

การมองโลกในแง่บวกก็ดี อย่างน้อยยังช่วยให้จิตใจสบาย

ทำให้มีความหวัง มีกำลังใจขึ้นมาบ้าง แต่การมองโลกให้เห็นตรงตามความเป็นจริงดีกว่า

เพราะมันจะช่วยให้เราเข้าใจธรรมชาติของโลก และชีวิตในแบบที่มันเป็นจริงๆ

เข้าใจเหตุ เข้าใจผล เข้าใจตน เมื่อเข้าใจอะไรอย่างแจ่มแจ้ง ใจมันจะยอมรับและนำไปสู่การปล่อยวางได้ง่าย

สุดท้ายก็จะเกิดดวงตาเห็นธรรม เพราะใจที่ปล่อยวางไม่ยึดมั่นถือมั่น จะมีความโล่งว่างเป็นอารมณ์

ซึ่งเป็นพื้นฐานอย่างดีในการพัฒนา จิตใจของตนเองจนกระทั่งนำไปสู่ ความหลุดพ้นจากทุกข์อย่างแท้จริง