ชีวิตนี้สั้นนัก จงใช้มันให้คุ้มค่า เขียนได้ดีมาก

ชีวิตนี้สั้นนัก จงใช้มันให้คุ้มค่า เขียนได้ดีมาก

คนอยู่บนสวรรค์ เงินอยู่ในธนาคาร ความจริงที่โหดร้าย

โทรศัพท์ที่ทันสมัย 1 เครื่อง 70 เปอร์เซ็น ของฟังก์ชั่นในโทรศัพท์นั้นไม่มีประโยชน์

รถหรูๆ 1 คัน 70 เปอร์เซ็น ของความเร็วนั้นเหลือใช้ บ้านหรูๆ 1 หลัง 70 เปอร์เซ็น ของพื้นที่นั้นว่างเปล่า

ในมหาวิทยาลัยสักแห่ง 70 เปอร์เซ็น ของศาสตราจารย์เป็นพวกไร้สาระ

กิจกรรมทางสังคมหลายอย่าง 70 เปอร์เซ็น เป็นกิจกรรมที่น่าเบื่อ

เสื้อผ้าข้าวของเครื่องใช้ในบ้าน 70 เปอร์เซ็น ไม่ได้ใช้ ไร้ประโยชน์

เงินที่หามาทั้งชีวิต 70 เปอร์เซ็น ก็ทิ้งไว้ให้ผู้อื่นใช้

สรุป ขอให้สนุกกับการใช้ชีวิต 30 เปอร์เซ็น ที่เป็นของคุณ

ไม่เจ็บป่วย แต่ก็ต้องบำรุง ไม่กระหาย แต่ก็ต้องดื่มน้ำ

ว้าวุ่นแค่ไหน ก็ต้องปล่อยวาง มีเหตุมีผล แต่ก็ต้องยอมคน

มีอำนาจ แต่ก็ต้องรู้จักถ่อมตน ไม่เหนื่อย แต่ก็ต้องพักผ่อน

ไม่รวย แต่ก็ต้องรู้จักพอเพียง ธุระยุ่งแค่ไหน ก็ต้องรู้จักพักผ่อน

หมั่นเตือนตน ชีวิตนี้สั้นนัก ดังนั้น อยากกิน ก็กิน อยากเที่ยว ก็เที่ยว

เรื่องกลุ้มอย่าเก็บไว้ เวลาที่ยังกอดไหว ให้โอบกอดให้ชื่นใจ ทำหน้าที่พ่อ แม่ ลูก สามี ภรรยา พี่ น้อง

เพื่อนที่ดีต่อไป เวลาที่อยู่ด้วยกัน อย่าได้โกรธกันง่ายๆ ใช้ธรรมรักษาใจ ปฏิบัติ ฝึกใจให้ปล่อยวาง

พระพุทธองค์ตรัสว่า “ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ท่านอย่ายึดมั่นในธรรม”

ธรรมะคืออะไร คือทุกสิ่งทุกอย่าง ไม่มีอะไรที่ไม่ใช่ธรรมะ ความรักความเกลียดก็เป็นธรรมะ

ความสุขความทุกข์ก็เป็นธรรมะ ความชอบความไม่ชอบก็เป็นธรรมะ ไม่ว่าจะเป็นสิ่งเล็กน้อยแค่ไหน ก็เป็นธรรมะ

ปฏิบัติเพื่อละ อย่าปฏิบัติเพื่อสะสม ปฏิบัติเพื่อละ อย่าปฏิบัติเพื่อสะสม เมื่อเราปฏิบัติธรรม เราเข้าใจ อันนี้เราก็ปล่อยวางได้

ดังนั้น ก็ตรงกับคำสอนของพระพุทธเจ้าที่ว่า ไม่ให้ยึดมั่นถือมั่นในสิ่งใด ทุกอย่างที่เกิดขึ้นในใจเรา

เกิดขึ้นในจิตเรา ในร่างกายของเรา มีแต่ความแปรเปลี่ยนไปทั้งนั้น

พระพุทธองค์จึงทรงสอนไม่ให้ยึดมั่นถือมั่น พระองค์ทรงสอนพระสาวกของพระองค์ให้ปฏิบัติเพื่อละ เพื่อถอน ไม่ให้ปฏิบัติเพื่อสะสม

ถ้าเราทำตามคำสอนของพระองค์ เราก็ถูกเท่านั้นแหละ เราอยู่ในทางที่ถูกแล้ว แต่บางทีก็ยังมีความวุ่นวายเหมือนกัน

ไม่ใช่คำสอนของพระองค์ทำให้วุ่นวาย กิเลสของเรานั่นแหละที่มันทำให้วุ่นวาย มันมาบังคับความเข้าใจอันถูกต้อง ก็เลยทำให้เราวุ่นวาย

ความจริงการปฏิบัติตามคำสอนของพระพุทธเจ้านั้น ไม่มีอะไรลำบาก ไม่มีอะไรยุ่งยาก

การปฏิบัติตามทางของพระองค์ไม่มีทุกข์ เพราะทางของพระองค์คือ “ปล่อยวาง” ให้หมดทุกสิ่งทุกอย่าง

จุดหมายสูงสุดของการปฏิบัติภาวนานั้น ท่านทรงสอนให้ “ปล่อยวาง”

อย่าแบกถืออะไรให้มันหนัก ทิ้งมันเสีย ความดีก็ทิ้ง ความถูกต้องก็ทิ้ง คำว่าทิ้งหรือปล่อยวาง ไม่ใช่ไม่ต้องปฏิบัติ

แต่หมายความว่าให้ปฏิบัติการละ การปล่อยวาง นั่นแหละ จงอยู่กับปัจจุบัน อย่าจมอยู่กับอดีต

พระองค์ทรงสอนให้พิจารณาธรรมทั้งหลาย ที่กาย ที่ใจของเรา ธรรมะไม่ได้อยู่ไกลที่ไหน อยู่ที่ตรงนี้ อยู่ที่กายที่ใจของเรานี่แหละ

ดังนั้น นักปฏิบัติต้องปฏิบัติอย่างเข้มแข็ง เอาจริงเอาจังให้ใจมันผ่องใสขึ้น สว่างขึ้น ให้มันเป็นใจอิสระ

ทำความดีอะไรแล้วก็ปล่อยมันไป อย่าไปยึดไว้ หรืองดเว้นการทำชั่วได้แล้ว ก็ปล่อยมันไป