ทำอย่างไรให้เราเลิกคิด ยึดติด เสียที เพราะยึดติดทีไรก็ทุกข์ทุกที

มีคนถามปัญหาธรรมว่า ทำอย่างไรให้เราเลิกคิด ยึดติด เสียที เพราะยึดติดทีไรก็ทุกข์ทุกที

คำตอบของปัญหาธรรม คือต้องมองสิ่งทั้งหลายตามความเป็นจริง ในธรรมชาติของสิ่งนั้นที่มีอยู่ เป็นอยู่ เหมือนเรามองเหรียญ เราก็ว่าเหรียญมีกี่ด้าน 2 ด้าน

ก็เชื่อกันว่าเหรียญมี 2 ด้าน คือด้านหัวกับด้านก้อย ไปลองพิจารณาดูสิว่าจริงๆ มันมีกี่ด้าน เหรียญนี่มันมี 3 ด้าน มันไม่ได้มี 2 ด้านเท่านั้น

นอกจากด้านหัว ด้านก้อย มันยังมีด้านที่อยู่กึ่งกลาง อยู่ตรงกลางระหว่างหัวกับก้อยนั่นก็คือด้านสันนั่นเอง เราไม่ค่อยให้ความสำคัญด้านสันของเหรียญ

เราก็ไปให้ความสำคัญกับด้านหัวกับด้านก้อย เหมือนกับในชีวิตประจำวันของเรา เห็นอะไร ได้ยินสิ่งไหน ได้สัมผัสสัมพันธ์กับสิ่งไหน

ก็จะเกิดความรู้สึกต่อสิ่งนั้น ยึดติดความรู้สึก ส่วนใหญ่มันจะชักนำเราไป ที่ชอบ ไม่ชอบ สวย ไม่สวย ดี ไม่ดี ถ้าเราไปชอบด้านก้อยมากกว่าด้านหัว

เราก็ว่าด้านหัวไม่ดีอย่างโน้นอย่างนี้อย่างนั้น ด้านก้อยดีกว่าอย่างโน้นอย่างนี้อย่างนั้น นี่มันมองอย่างใจที่เป็นธรรม ไม่เที่ยงธรรม ไม่วางใจเป็นกลาง

มองอะไรอย่างเป็นกลาง ธรรมชาติด้านหัวมันก็เป็นของมันอย่างนั้น ธรรมชาติด้านก้อยมันก็เป็นของมันอย่างนั้น การชอบ การชัง การยินดียินร้าย

เป็นสิ่งที่จิตของเราปรุงแต่งขึ้นมานั่นเอง เรายึดติดกับสิ่งไหน ยึดติดนี่มันไม่ใช่ยึดติด แต่สิ่งที่น่ายินดีอย่างเดียว สิ่งที่น่ายินร้าย ความไม่พอใจ

ความไม่ชอบ ความโกรธนี่มันก็ยึดติดด้วยเหมือนกัน เพราะไม่เข้าใจว่าธรรมชาติของสิ่งทั้งหลาย ตามหลักของความเป็นธรรมแล้ว

มันก็เป็นของมันอย่างนั้นเอง มันไม่ใช่ของคนโน้นคนนี้ ไม่ใช่สัตว์ ไม่ใช่คน ไม่ใช่ตัว ไม่ใช่ตน ไม่ใช่เรา ไม่ใช่เขา

ทางธรรมท่านเรียกว่ามันเป็นสักแต่ว่า เป็นรูปเป็นนาม สักแต่ว่าเป็นสิ่งมีชีวิต สักแต่ว่าเป็นสิ่งไม่มีชีวิต แต่พอเราไปให้ความสำคัญมั่นหมายว่าเป็นเรา

เป็นของเรา เป็นของที่เราชอบ เป็นของที่เรารัก เป็นของที่เราชังอย่างนี้ ใจมันก็ไปผูกไปพันอยู่กับสิ่งนั้นแล้วมันก็ไปยึดติดต่อสิ่งนั้น

ถ้าสิ่งที่เราชอบ เรายินดี เราพอใจ เราก็อยากให้สิ่งนั้นดำรงสถานะอยู่อย่างนั้นไปเรื่อยๆ แต่จริงๆ แล้ว ธรรมชาติของสิ่งทั้งหลาย

ถ้าเป็นร่างกายก็ดี เป็นวัตถุสิ่งของก็ดี มันเก่า มันแก่ มันเสื่อม มันโทรม มันชำรุดทรุดโทรมไปตามกาลเวลา แล้วที่สุดมันก็ต้องแตกสลาย

ไปยึดมั่นสำคัญหมายว่าจะให้เป็นอย่างโน้นอย่างนี้ไม่ได้หรอก เพราะธรรมชาติของมันไม่อยู่ในอำนาจที่เราจะยึดมั่นสำคัญหมาย

บังคับให้มันเป็นอย่างที่เราปรารถนา ไปยึดไว้ก็เป็นความทุกข์ จริงๆ แล้วสิ่งทั้งหลาย มันเปลี่ยนแปลงไปตามเหตุปัจจัย มันยังไม่ถึงวาระที่มันจะผ่านพ้นไป

มันก็ยังดำรงสภาวะอย่างนั้นอยู่ การไม่เข้าใจความเป็นจริง ไม่มองสิ่งทั้งหลายตามคงามเป็นจริง เอาความต้องการของเราเป็นใหญ่

ซึ่งมันฝืนกฎของความเป็นจริงแล้ว ไปยึดในสิ่งนั้น ทุกข์ก็เกิดขึ้น ปล่อยวางความยึดมั่นสำคัญผิดเมื่อใด ก็คือปล่อยทุกข์ไปเมื่อนั้นนั่นเอง