ทำไมเราถึงถนอมน้ำใจคนอื่น มากกว่าคนในครอบครัว

ทำไมเราถึงถนอมน้ำใจคนอื่น มากกว่าคนในครอบครัว

ความสัมพันธ์เป็นเรื่องที่ค่อนข้างละเอียดอ่อน ยิ่งเป็นความสัมพันธ์ของคนในครอบครัวด้วยแล้วก็

ยิ่งต้องดูแล และประคับประคองให้ดี แต่ถึงแม้ว่าเราจะดูแลความสัมพันธ์ได้ดีแค่ไหน

แน่นอนว่า ก็ต้องมีบ้างที่ บางความคิดทำให้ความสัมพันธ์ในครอบครัวเกิดรอยร้าว

เราไปดูกันดีกว่าค่ะว่า ความคิดเหล่านั้นจะมีอะไรบ้าง

1. คิดว่าคนในครอบครัวคือคนกันเองจะทำยังไงก็ได้

ความเคยชินอาจทำให้เรามองข้ามความสำคัญของคนที่อยู่ข้างๆ ตัวเรา

การคิดว่าคนในครอบครัวเป็นคนกันเอง แล้วเราจะทำตัวไม่น่ารัก พูดจาทำร้ายจิตใจ

ไม่ใส่ใจ ไม่สนใจกันอาจเป็นเรื่องที่ทำให้ความสัมพันธ์ในครอบครัวเกิดความขัดแย้งได้

สงสัยไหมว่า ทำไมเราถึงถนอมน้ำใจคนอื่น มากกว่าคนในครอบครัว ทั้งๆ ที่จริงๆ แล้ว

คนในครอบครัวหรือคนใกล้ตัว คือคนที่เราต้องให้ความสำคัญ ใส่ใจในความรู้สึก ถนอมน้ำใจกันให้มากที่สุดแท้ๆ

2. คิดว่าเรื่องเงินคือสิ่งสำคัญที่สุด

แน่นอนว่าเงินถือเป็นปัจจัยสำคัญในการดำรงชีวิต แต่ว่าเงินก็ไม่ใช่ทุกอย่าง

เพราะเงินไม่สามารถซื้อความอบอุ่น หรือความรักระหว่างคนในครอบครัวได้

คงมีไม่น้อยที่พยายามทำงานหนัก เพื่อหาเงินมาเลี้ยงดูครอบครัว แต่ไม่มีเวลามาอยู่กับลูกหรือคนที่รัก

เพราะคิดว่าสามารถใช้เงินทดแทนเวลาที่หายไปได้ แต่จริงๆ แล้ว “เงิน” ไม่ใช่พ่อแม่

หรือสามีภรรยาที่ดีนักหรอกค่ะ คนทุกคนล้วนต้องการความเอาใจใส่จากคนที่รักด้วยกันทั้งนั้น

3. คิดว่าเรื่องของคนในครอบครัวไม่สำคัญ

การเอาใจใส่กัน คือเรื่องสำคัญมากๆ ในการดูแลความสัมพันธ์ของคนในครอบครัวทั้งพ่อแม่และลูก

อย่ามองว่าปัญหาของคนในครอบครัว คือเรื่องของใครของมัน จริงอยู่ว่า เราคงไม่สามารถแก้ปัญหาให้กับทุกคนได้

แต่ก็ไม่ควรให้คนที่เรารัก เผชิญหน้ากับปัญหาคนเดียว ควรให้กำลังใจ และถามไถ่ความเป็นไป

ของแต่ละคนในครอบครัว แต่ก็ไม่ควรมากเกินไปจนเหมือนกลายเป็นการจับผิดกัน

4. คิดว่าตัวเองทำเพื่อครอบครัวอยู่คนเดียว

ครอบครัวคือสิ่งที่คนสองคนพยายามสร้างขึ้นมา ให้กลายเป็นอันหนึ่งอันเดียว

เปลี่ยนจากคำว่า “เธอ” และ “ฉัน” เป็นคำว่า “เรา” ซึ่งจะต้องใช้การร่วมแรงร่วมใจของคนสองคน

ไม่ใช่ใครคนใดคนหนึ่ง แต่ถ้าหากมีใครคนหนึ่ง กำลังเริ่มรู้สึกว่า สิ่งที่ตัวเองทำนั้นเป็นการพยายามทำเพื่อครอบครัวอยู่ฝ่ายเดียว

อาจเป็นเพราะว่าในบางทีเราอาจจะรู้สึกเหนื่อยเกินไป จนมองข้ามว่าอีกฝ่ายก็กำลังทำหน้าที่ที่แตกต่าง

เพื่อครอบครัวอยู่เช่นกัน ดังนั้นก็ควรที่จะต้องหันหน้าเข้ามาคุยกันถึงความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นว่าเป็นเพราะอะไร

ต้องคุยกันโดยที่ห้ามใช้อารมณ์ โทษอีกฝ่ายหรือโทษตัวเองเด็ดขาด เพราะการใช้อารมณ์มีแต่จะทำลายความรู้สึกของกันและกัน

5. คิดว่าไม่จำเป็นต้องพูดเวลาไม่เข้าใจกัน

เวลาที่คนสองคนเข้าใจผิด หรือเข้าใจไม่ตรงกัน หากไม่ทะเลาะ ก็คงจะใช้ความเงียบเข้ามาควบคุมสถานการณ์

ซึ่งการเงียบก่อน ก็เป็นสิ่งที่ดี เพราะจะทำให้แต่ละคนสงบสติอารมณ์ และใจเย็นมากขึ้น

แต่การเงียบตลอดก็มีผลเสียเหมือนกัน เพราะปัญหาหรือความเข้าใจผิดนั้นจะไม่ถูกแก้ไข

แต่กลับกลายเป็นการซุกปัญหาไว้ใต้พรม ดังนั้นจริงๆ แล้วเมื่อคนเราไม่เข้าใจกันก็ควรที่จะหันหน้าคุยกันมากกว่าเงียบใส่กัน

แต่ว่าต้องเลือกใช้คำพูดที่คิดถึงใจอีกฝ่ายให้มากๆ อย่าให้อารมณ์มาอยู่เหนือเหตุผล

และการประชดประชันไม่ใช่คำพูดที่ทำให้สถานการณ์ดีขึ้นเลยสักนิด