ทำไมชีวิตถึงไม่มีปัญญาหลุดพ้นจากความจนสักที

ทำไมชีวิตถึงไม่มีปัญญาหลุดพ้นจากความจนสักที

เพราะคนขี้เกียจ บวกกับไม่มีปัญญา ชีวิตจะจนตลอดปี ตลอดไป

เมื่อคุณกลายเป็นคนขี้เกียจ เวลาส่วนใหญ่ของคุณมักจะเสียไปกับความสูญเปล่า

อาจจะทำให้คุณพลาดช่วงเวลาสำคัญ ที่มีค่าในชีวิตมากมาย มากไปกว่านั้นความขี้เกียจยังเป็นสาเหตุ

ทำให้คุณทำงานแบบผัดวัดประกันพรุ่ง งานส่วนใหญ่จะล่าช้าเกินกำหนด

และนับตั้งแต่วินาทีที่คุณเริ่มขี้เกียจคือช่วงเวลาที่ลดทอดเวลาอันมีค่าของคุณไปทุกๆ นาที 11 วิธีในการเอาชนะ “ความขี้เกียจ”

1. ย่อยงานใหญ่งานยาก ให้เล็กลง

โดยส่วนใหญ่คุณมักจะหลีกเลี่ยงงานยากๆ เพราะว่าคุณมักจะคิดว่ามันใหญ่และซับซ้อนเกินไป

คุณจึงรู้สึกกลัวที่จะทำหรือกลัวว่าจะทำไม่สำเร็จ ดังนั้น เมื่อคุณเริ่มทำงานที่ทั้งใหญ่และยาก

ลองแยกย่อยมันลงให้เล็กลง คือแทนที่จะทำงานชิ้นโตๆ ทีเดียวเลย คุณอาจจะครีเอทโดยแยกย่อยมันลงมา

เป็นงานที่จำเป็นทีละส่วนทีละส่วนจนมันค่อยๆ คอมพลีทเสร็จทุกส่วนไป

ซึ่งวิธีแบบนี้จะช่วยแก้ปัญหาความขี้เกียจได้เพราะการแตกงานให้เล็กๆ ลง จะทำให้ความรู้สึกว่างานไม่ยากและทำเสร็จในเวลาไม่มาก

2. ค้นหาต้นเหตุแห่งความขี้เกียจ

เมื่อคุณเริ่มรู้สึกขี้เกียจ ลองนั่งทบทวนความรู้สึกและทำความเข้าใจกับตัวเองให้ดีๆ ว่าจริงๆ แล้ว

มันเกิดอะไรกับความรู้สึกนั้น เพราะบางทีความขี้เกียจอาจจะมีเหตุผลบางอย่างอยู่เบื้องหลังก็ได้

คุณอาจจะต้องนั่งหาเหตุผลถึงสาเหตุที่มันเกิดขึ้น เช่น คุณรู้สึกเหนื่อยล้า รู้สึกไม่มีแรงบันดาลใจ

รู้สึกว่างานมันล้นมือเกินไป หรือว่ากลัวที่จะทำงานนั้นๆ และบางครั้งเหตุผลของความขี้เกียจ

ก็อาจจะมาจากปัญหาเล็กๆ ที่คุณอาจจะนึกไม่ถึงและก็แก้ไม่ยากก็ได้

ดังนั้น เมื่อคุณทราบถึงสาเหตุของความขี้เกียจแล้ว คุณก็จะสามารถแก้ปัญหาได้ตรงจุดและจัดการกับมันได้อย่างมีประสิทธิภาพนั่นเอง

3. การตั้งเป้าหมาย

เมื่อคุณได้ตั้งเป้าหมายหรือตั้งเป้าความสำเร็จเอาไว้ ก็จะทำให้คุณมีบางสิ่งบางอย่างที่มุ่งไปสู่จุดหมายได้

เพราะถ้าคุณใช้ชีวิตหรือทำงานไปโดยปราศจากเป้าหมายหรือไม่ได้ตั้งเป้าอะไรเลย

ก็จะกลายเป็นเหยื่อของความขี้เกียจได้ แต่การ set goal เอาไว้ ก็จะทำให้คุณมีจุดหมาย

และมีแรงบันดาลใจที่ก้าวไป ที่สำคัญคืออาจจะเป็นเรื่องที่ดีที่คุณจะเซ็ตเป้าหมายไว้ตลอดการทำงาน

รวมไปถึงตั้งเป้าความฝันของคุณ ซึ่งหากทำเป็นกิจวัตรก็จะทำให้ลดความรู้สึกขี้เกียจน้อยลงไปทีละน้อยได้

4. มีแรงกระตุ้นอยู่ตลอดเวลา

บางครั้งความขี้เกียจจะมาจากการที่คุณไม่มีแรงกระตุ้นที่ดีพอในการทำงาน

ดังนั้น อีกวิธีหนึ่งคือคุณต้องหาแรงกระตุ้นในการทำงานให้เจอ เพื่อให้มีแรงบันดาลใจลุกขึ้นมาทำงาน

แน่นอนว่าในเบื้องต้นมันสุดแสนจะยากที่จะเอาชนะความเฉื่อยชาของตัวเอง

แต่หากว่าคุณได้ก้าวข้ามมันไปได้แล้วคุณก็จะสามารถทำทุกอย่างให้ง่ายขึ้นได้

และเมื่อเอาชนะได้แล้วคุณก็สามารถมุ่งไปสู่เป้าหมายที่วางไว้ได้

5. คิดถึงอนาคต

ไม่แปลกที่จะบางเวลาที่เรารู้สึกขี้เกียจ แต่ก็อย่าให้นานนัก อาจจะพักเล็กน้อยคิดทบทวนตัวเองสัก 5 นาที

เพื่อมองว่าอะไรคืออนาคตที่สำคัญของคุณ และเมื่อคุณมองเห็นแล้วประโยชน์ที่จะได้รับหากทำงานสำเร็จ

และถ้าได้ขจัดความขี้เกียจออกไป คุณก็จะมีแรงที่จะโฟกัสในการทำงานต่อไปได้

จะช่วยทำให้คุณมีแรงกระตุ้นที่จะทำงานและหลีกเลี่ยงที่จะติดกับดักแห่งความขี้เกียจนั้น

6 ทำทีละอย่าง

เวลาที่คุณรับงานมาหนักๆ ก็อาจะเป็นไปได้ที่จะทำให้คุณไม่สามารถเคลียร์งานได้เสร็จ

การรับงานมากจนเกินไปมีส่วนทำลายขวัญและกำลังใจในการทำงาน ซึ่งเป็นสาเหตุให้คุณอยากจะหลีกหนีจากงานและรู้สึกขี้เกียจ

ดังนั้น ถ้าคุณพยายามรับงานทีละน้อยและโฟกัสทีละอย่าง ก็จะทำให้สามารถทำงานได้ลุล่วงเพราะมันง่ายที่จะจัดการ

ที่สำคัญคือ แรงกระตุ้นลักษณะนี้จะทำห้คุณมีสติและความขี้เกียจจะไม่มีผลใดๆ กับคุณ

7. พักผ่อนนอนหลับอย่างพอเพียง

บ่อยครั้งที่เวลาเรารู้สึกขี้เกียจ จะทำให้รู้สึกว่าอยากพักหรือหยุดบ่อยๆ

ซึ่งท้ายสุดจะนำมาสู่อาการขี้เกียจ หรือขาดพลังงาน แรงกดดันหรือความเหนื่อยล้าจะทำให้ไฟในการทำงานค่อยๆ มอดทีละน้อย

ดังนั้น การพักผ่อนจึงเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับตัวเอง อาจจะเป็นการพักทีละน้อยระหว่างทำงาน

เพื่อทำให้ไม่เครียดหรือกดดันจนเกินไป การพักเบรกระหว่างทางคุณจะรู้สึกรีแล็กซ์และผ่อนคลาย

และงานที่ออกมาก็จะประณีตมากขึ้นด้วย มากไปกวานั้น คุณจะรู้สึกเหมือนได้เติมเต็มพลังงาน

และมีแรงกระตุ้นให้ทำต่อไปจนเสร็จสิ้น หรือจบงานในแต่ละวันได้อย่างมีประสิทธิภาพ

รวมไปถึงการนอนหลับพักผ่อนอย่างเต็มที่ก็มีส่วนเติมเต็มพลังให้แก่การทำงานเช่นกัน

จะทำให้คุณรู้สึกขี้เกียจได้ในตอนเช้ามีผลต่อพลังในการทำงาน

ดังนั้น ทั้งการพักผ่อนและการนอนหลับอย่างเต็มประสิทธิภาพจะมีส่วนช่วยให้ลดความรู้สึกขี้เกียจได้

8. ออกกำลังกาย

ประโยชน์ของการออกกำลังกาย มีมากมายนับไม่ถ้วน และหนึ่งในนั้นก็คือ

การที่ทำให้คงพลังงานเอเนอร์จี้ไว้ 24 ชั่วโมงในทุกๆ วัน ยิ่งถ้าคุณออกกำลังทุกวันเป็นประจำ

จะช่วยการไหลเวียนโลหิตและการเจริญเติบโตของเมตาบอลิซึม นอกจากนี้ การศึกษายังพบว่า

การออกกำลังสม่ำเสมอจะช่วยขจัดอาการขี้เกียจอีกด้วย แม้ว่าจะเกิดขึ้นกับคนวัยกลางคนแล้วก็ตาม

การออกกำลังกายจะช่วยให้คงพลังงานเอาไว้ได้ตลอดทั้งวัน สามารถเอาชนะความขี้เกียจได้ระหว่างวันของการทาน

ซึ่งถ้าตอนนี้ใครที่ยังลังเลเรื่องการออกกำลังกาย ไอเดียของการลดความขี้เกียจก็น่าจะเป็นแรงผลักดันให้ลุกขึ้นมาออกกำลังกายวันนี้ได้แล้วนะ

9. หนีจากสิ่งยั่วยุที่ทำให้สมาธิไขว้เขว

ระหว่างการทำงานอาจจะมีสิ่งยั่วยุเย้ายวนใจให้คุณหลุดจากโฟกัสการทำงานได้

เช่น การไถมือถือเล่น หรือลงไปคลุกกับน้องแมวที่บ้าน พูดคุยกับสัตว์เลี้ยงเป็นต้น

ซึ่งสิ่งยั่วยุเหล่านี้จะทำให้คุณเสียเวลาทำงานไปมากทีเดียว ดังนั้น จึงควรที่จะหลีกเลี่ยงเส้นทาง

หรือโอกาสที่จะทำให้ไปพบกับสิ่งยั่วยุดังกล่าว เพราะจะทำให้คุณเสียสมาธิได้ง่าย

และสูญเสียเวลาที่จะได้ทำงานตามเป้าหมายหรือทำงานที่อยู่ตรงหน้า

ดังนั้น หลักพื้นฐานเลยก็คือหนีออกจากสิ่งยั่วยวนที่ก่อให้เกิดความรู้สึกขี้เกียจนั่นเอง

10. ทำงานน่าเบื่อให้สนุก

หลายครั้งคุณยอมจำนนต่อความขี้เกียจเพราะงานมันน่าเบื่อ หรืองานที่หมักหมมจนพอกพูนใช้เวลามากกว่าจะทำให้เสร็จ

ดังนั้น เพื่อไม่ให้รู้สึกเบื่อหน่ายกับงานที่ทำตรงหน้า ก็อาจจะต้องหาวิธีหรือคนหนทางที่จะสร้างสรรค์ไม่ให้มันน่าเบื่อก็ได้

เช่น การเปิดเพลงระหว่างฟัง หรือการสร้างแรงกระตุ้นแรงบันดาลใจด้วยการฟังพ็อดแคสต์ดีๆ

วิธีนี้ก็จะจะช่วยสปาร์กเอเนอจี้ให้กลับมาสะสางงานต่างๆ ได้ดี

11. การให้รางวัลกับตัวเอง

การให้รางวัลกับตัวเองเล็กๆ น้อยจะช่วยทำให้รู้สึกกระตุ้นให้อยากทำงานให้สำเร็จ

เพราะคุณจะตั้งหน้าตั้งใจรอที่จะได้อิ่มเอมกับรางวัลที่จะได้รับ ซึ่งรางวัลนั้นก็ไม่จำเป็นต้องเป็นของใหญ่หรือของแพง

อาจจะเป็นเพียงแค่ เค้กหนึ่งชิ้น ไอศกรีมรสช็อกโกแล็ต หรือแม้แต่การดูซีรีส์ดีๆ สักตอนหนึ่งก็ได้

การให้รางวัลกับตัวเองจะสร้างแรงกระตุ้นให้คุณก้าวข้ามความขี้เกียจ และสามารถจัดการกับงานตรงหน้าได้ง่ายขึ้น

แล้วยังเป็นวิธีที่จะทำให้คุณไม่ต้องทำงานแบบผัดวันประกันพรุ่งอีกต่อไปด้วย