ฝากถึงทุกท่าน ข้อคิดเตือนใจ ก่อนปลีกวิเวก

ฝากถึงทุกท่าน

ฝากถึงทุกท่าน ข้อคิดเตือนใจ ก่อนปลีกวิเวก  

ฝากถึงทุกท่าน ก่อนปลีกวิเวก – พระอาจารย์ชาญชัย อธิปญโญ

พระอาจารย์ฝาก ข้อคิดเตือนใจ และให้พร ฝากถึงทุก ๆ ท่านไว้ว่า

พรคือสิ่งที่ดีงาม ที่เราอยากได้ ถ้าเราจะให้คนอื่นอวยพรให้เราได้รับสิ่งที่ดีงามอะไรต่าง ๆ อยากจะบอกว่าพรที่ดีที่สุด คือพรที่ทำให้ตัวเราเองนี่แหละ

คิดดี พูดดี ทำดี เมื่อไหร่นั่นแหละให้พรตัวเองเมื่อนั้น เมื่อเราคิดในสิ่งที่ดี พูดในสิ่งที่ดี ทำในสิ่งที่ให้เกิดผล นั่นแหละเราได้ดีเลยนะ เป็นพรที่เราให้กับตัวเองเลยแหละ

วันเวลาเป็นเรื่องธรรมชาติที่ต้องผ่านไป แต่คนสมมติเป็นเทศกาล อย่างนู้น อย่างนี้ อย่างนั้น วันที่ดีที่สุดเนี่ยนะ วันไหนก็แล้วแต่ ถ้าเราทำความดี วันนั้นจะเป็นวันดี

ถ้าเราทำสิ่งที่ไม่ดี วันนั้นไม่ดีสำหรับเรา ไม่ได้เกี่ยวกับดวงดาวฤกษ์ผานาที หรือตามสิ่งที่ชาวโลกเขาสมมติกันขึ้นมา

อยากจะให้กำลังใจกับทุก ๆ ท่าน เพราะการทำความดีต้องมีกำลังใจ ขอให้ทุกท่านมีกำลังใจในการทำความดี ไม่ท้อถอยต่อปัญหา ต่ออุปสรรค และมีความอดทนต่อการทำความดี ถ้าท่านทำได้อย่างนี้แล้ว ท่านจะได้พรที่ดีที่สุด

นอกจากนี้ท่านยังกล่าวแนะนำถึง 4 วิธีการ ที่จะปลีกวิเวก ในฉบับปุถุชน

สถานที่ไม่ดี อย่าไป

สิ่งไม่ดี อย่าไปฟัง

ภาพไม่ดี อย่าไปดู

อาหารไม่ดี อย่าไปกิน

สรรพสิ่งทั้งหลายตั้งอยู่บนพื้นฐานของความขัดแย้ง หรือความขัดแย้งเป็นของธรรมดา เป็นไปตามธรรมชาติ

เมื่อดวงอาทิตย์ส่องแสงลงมายังพื้นโลก ย่อมถูกเมฆ ใบไม้ เพิงผา อาคารสิ่งก่อสร้าง ขัดขวางบังแสงอาทิตย์ไว้ มิให้ส่องลงมากระทบพื้นดินทุกลำแสง

เมื่อน้ำไหลลงสู่ที่ต่ำ ก็มีตลิ่ง หิน ดิน ไม้ และสิ่งปลูกสร้าง ขวางทางน้ำไว้ มิให้ไหลไปอย่างอิสระ

เมื่อลมพัดผ่านมา ก็ถูกต้นไม้ ภูเขา บ้านเรือน และสิ่งปลูกสร้างขวางกั้นบังทางลมไว้ มิให้พัดผ่านไปได้ตลอด

จะเห็นว่า ดิน น้ำ ลม ไฟ ซึ่งเป็นโครงสร้างของโลก มีธรรมชาติที่ขัดแย้งกัน

ความขัดแย้งดังกล่าว มีทั้งสร้างสรรค์ และทำลาย

ในทางสร้างสรรค์นั้น การที่เมฆ ใบไม้ อาคารบ้านเรือน ไปขวางทางแสงแดด ช่วยป้องกันมิให้ทุก ๆ ลำแสงส่องถึงพื้นดิน ช่วยให้เกิดร่มเงาและความร่มเย็น

ทำให้คนและสัตว์ได้พักอาศัย ช่วยรักษาพื้นดินให้ชุ่มชื้น นอกจากนี้ แสงที่กระทบใบไม้ ยังช่วยให้ต้นไม้ได้ปรุงอาหาร สร้างความเจริญเติบโตแก่ต้นไม้อีกด้วย

การที่ตลิ่ง หิน ดิน ไม้ และสิ่งปลูกสร้าง ขวางทางน้ำไว้ ก็เพื่อชะลอการไหลของน้ำ มิให้ไหลบ่าลงมาอย่างรวดเร็ว ป้องกันมิให้เกิดอุทกภัย และรักษาน้ำไว้ มิให้เหือดแห้งไปอย่างรวดเร็ว

การที่ต้นไม้ ภูเขา บ้านเรือน และสิ่งปลูกสร้าง ขวางทางลมไว้ ก็เพื่อป้องกันมิให้แรงลมนำความหนาวเย็นหรือความร้อน ตลอดจนฝุ่นละอองมาปะทะร่างกายของคนและสัตว์

ส่วนความขัดแย้งอีกลักษณะหนึ่ง เป็นความขัดแย้งที่ทำลาย เกิดจากความขัดแย้งที่รุนแรงของธรรมชาติ เช่น แสงแดดอันร้อนระอุทะลุทะลวงลงมาบนพื้นดินโดยไม่มีสิ่งใดขัดขวาง ทำให้ผิวดินแตกระแหงแห้งแล้งจนเป็นทะเลทราย

การที่กระแสน้ำที่เชี่ยวกราก ไหลมาอย่างรวดเร็วและรุนแรง หากมีสิ่งใดมาขวางทางน้ำไว้ ก็จะถูกพลังของกระแสน้ำพัดพังโค่นล้ม ลอยไปในสายธาร

เช่นเดียวกับลมพายุที่พัดมารุนแรง หากมีสิ่งใดมาขวางทาง ก็จะถูกพัดพังโค่นล้มพินาศไปในพริบตา สิ่งเหล่านี้ล้วนเป็นภัยธรรมชาติที่มีให้พบเห็นอยู่ทั่วไป

ความขัดแย้งที่มีอยู่ตามธรรมชาติ ยังแสดงออกถึงความผุพังเสื่อมสลายของสิ่งทั้งหลาย เช่น ภูเขา หิน ดิน สิ่งก่อสร้างอันยิ่งใหญ่ ไม่ว่าจะเป็นพีระมิด กำแพงเมืองจีน อาณาจักรอินคา กรีก โรมัน

ล้วนผุกร่อนเสื่อมสลายไปตามกาลเวลา เนื่องมาจากแรงลม แสงแดดสายฝน แผ่นดินไหว กล่าวได้ว่าธาตุดิน น้ำ ลม ไฟ ขัดแย้งและทำลายกัน

งานสถาปัตยกรรมก็อาศัยความขัดแย้งมาช่วยยึดโยงโครงสร้าง โดยมีแนวตั้งกับแนวนอนซึ่งขัดกัน เพราะไปกันคนละทาง เช่น เสาเป็นแนวตั้ง คานเป็นแนวนอน ขอบประตูและหน้าต่างก็มีแนวตั้งกับแนวนอน

เสื้อผ้า สิ่งทอทั้งหลาย ก็ใช้วิธีถักทอเส้นด้ายหรือเส้นใยให้แนวตั้งกับแนวนอนขัดกัน เพื่อยึดโยงให้เป็นผืนแผ่น

ร่างกายของคนเราก็มีความขัดแย้งกัน เช่น ขาเป็นแนวตั้ง เท้าหรือตีนเป็นแนวนอน อันช่วยให้เดินวิ่งได้สะดวก

แม้ใบหน้าที่งดงามก็เกิดจากการขัดแย้งกัน เช่น คิ้ว ตา ริมฝีปาก เป็นแนวนอน ใบหู จมูก ฟัน เป็นแนวตั้ง ความขัดแย้งกันทำให้เกิดความงามที่ลงตัว

ลองคิดดูว่า หากอวัยวะบนใบหน้าเป็นแนวตั้งหรือแนวนอนเหมือนกันหมด หน้าตาของคนเราจะประหลาดสักเพียงใด

ด้านจิตใจของคนเราก็มีความขัดแย้งกัน แม้คนคนเดียวกัน หากต่างกรรม ต่างวาระ ความรู้สึกและความคิดต่อสิ่งเดียวกันยังอาจต่างกัน แรก ๆ อาจจะชอบหรือชัง ต่อไปอาจจะชังหรือชอบก็ได้

จะเห็นว่า แม้แต่ความคิดของเราเองแท้ ๆ ยังไม่เหมือนเดิม บางเรื่องก็อาจเป็นไปในทางตรงข้ามหรือขัดแย้งกัน นับประสาอะไรกับความคิดของคนอื่นที่จะให้เหมือนกับเรา

คนเราเมื่อสัมพันธ์กัน หากมีความคิดเห็นต่างกันก็มักจะนำไปสู่ความขัดแย้ง บางทีนำไปสู่ความบาดหมางเสียไมตรีต่อกัน หากรุนแรงอาจถึงขั้นทำร้ายทำลายกันก็มี

กับคนบางคน แม้จะมีความคิดเห็นต่างกัน เราก็ยอมรับฟังเขาได้แต่กับบางคนแม้คำพูดไม่ถูกใจเพียงน้อยนิด เหตุใดเราจึงรับฟังเขาไม่ได้ ถึงกับขึ้นเสียงโต้แย้งเป็นปากเป็นเสียงกันเป็นประจำ โดยเฉพาะถ้าเป็นคนใกล้ชิดไม่ว่าจะเป็นที่บ้านหรือที่ทำงาน

เหตุที่เป็นเช่นนี้ เพราะคนใกล้ชิดที่เราชอบต่อปากต่อคำด้วย เราสะสมความไม่ถูกใจไว้ คราวละเล็กละน้อย เปรียบเหมือนสะสมน้ำมันเชื้อเพลิงเอาไว้ นับวันก็เพิ่มปริมาณมากขึ้น

เมื่อได้ยินคำพูดที่ไม่ถูกใจขึ้นมา เหมือนกับมีประกายไฟมากระทบเชื้อเพลิงนั้น ไฟก็ลุกไหม้ขึ้นทันที เกิดปฏิกิริยาโต้กลับเป็นคำพูด หรือสีหน้าที่แสดงความไม่พอใจออกไป

โดยที่เราไม่สามารถยับยั้งเอาไว้ได้ เมื่อเป็นเช่นนี้ก็เท่ากับว่าเราได้สะสมเชื้อเพลิงแห่งความไม่พอใจเพิ่มเข้าไปอีก

หากเรามีความเข้าใจเป็นพื้นฐานว่า ความขัดแย้งเป็นเรื่องธรรมดาเป็นเรื่องปกติ คนแต่ละคนย่อมมีความเห็นแตกต่างกัน และความเห็นที่ต่างกันนำไปสู่การเลือกเฟ้นความเห็นที่เหมาะสม

ก็เท่ากับว่า เรายอมรับความขัดแย้งในเชิงสร้างสรรค์ อันจะก่อให้เกิดความเจริญเติบโตที่ยั่งยืน ทั้งในครอบครัวและในองค์กร

แต่หากเราเอาแต่ความคิดเห็นและอารมณ์ของตนเป็นใหญ่ โดยไม่ฟังความเห็นของผู้อื่น เราก็อาจจะนำความขัดแย้งนั้นไปสู่การทำลายได้

บางคนต้องเปลี่ยนงานครั้งแล้วครั้งเล่า เพราะทนกับความขัดแย้งในที่ทำงานไม่ได้ พฤติกรรมเช่นนี้คงจะต้องเปลี่ยนงานไปจนเกษียณ เพราะที่ทำงานไหน ๆ ก็มีความขัดแย้งกันทั้งนั้น

บางคนมีปากเสียงกับคนในครอบครัวเป็นประจำ พูดกันไม่เกินสามประโยคก็ต้องโต้เถียงกัน เป็นพฤติกรรมที่เกิดขึ้นซ้ำ ๆ ซาก ๆ น่ารำคาญ เพราะเขาจะบังคับให้คนอื่นคิดเหมือนเขา เมื่อไรเขาจะรับฟังความคิดเห็นของคนอื่นบ้าง

เมื่อเผชิญกับความขัดแย้ง ทำอย่างไรเราจะมีสติควบคุมพฤติกรรมของตน ไม่แสดงความก้าวร้าวออกมา ขณะเดียวกันก็ควบคุมจิตใจของตน ระงับอารมณ์ที่ไม่พอใจได้ ด้วยมีปัญญาเข้าใจว่า

ความขัดแย้งเป็นเรื่องธรรมดา เป็นโอกาสที่เราจะใช้ในทางที่สร้างสรรค์ มิใช่ในทางทำลาย ซึ่งการปฏิบัติสมถวิปัสสนากรรมฐาน จะช่วยพัฒนาสติปัญญาดังกล่าวให้เกิดขึ้นได้

ที่มา jitpensook