พบกับความสงบสุขที่แท้จริง โดย​ พระมหา​วร​พรต​ กิตฺ​ติ​วโร

ตอนที่พระผู้มีพระภาคเจ้า พระองค์จะเสด็จดับขันธ์เข้าสู่ขันธปรินิพพาน มนุษย์แล้วก็เทวดาทั่วทั้งหมื่นจักรวาล

ก็มาเพื่อสักการะพระผู้มีพระภาคเจ้า พื้นที่ตรงนั้นดาดาษไปด้วย เครื่องหอมอันเป็นทิพย์

เครื่องสักการะต่างๆ อันเป็นทิพย์ นับประมาณไม่ได้เลย พระผู้มีพระภาคเจ้าก็ตรัส

ว่าการที่ชนทั้งหลายนำเครื่องสักการะบูชา มาบูชาสักการะตถาคต ด้วยเครื่องของหอมอันเป็นของมนุษย์ก็ดี

ของทิพย์ก็ดี ต่างๆ ก็ดี ยังไม่ชื่อว่าเป็นการบูชาตถาคตเลย แต่ชนเหล่าใดที่ปรารถนาที่จะบูชาตถาคต

ก็จงปฏิบัติธรรม สมควรแก่ธรรมเถิด อบรมอริยมรรคมีองค์ 8 และอบรมสติปัฏฐาน 4 อยู่เนืองๆ เถิด

พระพุทธเจ้าตรัสว่าอริยมรรคมีองค์ 8 หรืออัษฎางคิกมรรคนี้เป็นทางสายกลาง

คือเป็นข้อปฏิบัติอันพอดีที่จะนำไปสู่ความหลุดพ้น ตามวิภังคสูตร พระพุทธเจ้าทรงอธิบายรายละเอียดไว้ ดังนี้

1. สัมมาทิฏฐิ (ความเห็นที่ถูกต้อง) หมายถึง ความรู้ในอริยสัจ 4

2. สัมมาสังกัปปะ (ความคิดที่ถูกต้อง) หมายถึง ความคิดในการออกจากกาม ความไม่พยาบาท และการไม่เบียดเบียน

3. สัมมาวาจา (วาจาที่ถูกต้อง) หมายถึง การเว้นจากการพูดเท็จ หยาบคาย ส่อเสียด และเพ้อเจ้อ

4. สัมมากัมมันตะ (การปฏิบัติที่ถูกต้อง) หมายถึง เจตนาละเว้นจากการฆ่ า การเอาของที่เจ้าของไม่ได้ให้ และการประพฤติผิดในกาม

5. สัมมาอาชีวะ (การหาเลี้ยงชีพที่ถูกต้อง) หมายถึง การเว้นจากมิจฉาชีพ

6. สัมมาวายามะ (ความเพียรที่ถูกต้อง) หมายถึง สัมมัปปธาน 4 คือ ความพยายามป้องกันอกุศลที่ยังไม่เกิด

ละอกุศลที่เกิดขึ้นแล้ว ทำกุศลที่ยังไม่เกิด และดำรงรักษากุศลที่เกิดขึ้นแล้ว

7. สัมมาสติ (การมีสติที่ถูกต้อง) หมายถึง สติปัฏฐาน 4

8. สัมมาสมาธิ (การมีสมาธิที่ถูกต้อง) หมายถึง ฌาน 4

ในจูฬเวทัลลสูตร พระพุทธเจ้าทรงจัดสัมมาวาจา สัมมากัมมันตะ และสัมมาอาชีวะ เข้าในสีลขันธ์

ทรงจัดสัมมาวายามะ สัมมาสติ และสัมมาสมาธิ ทรงจัดเข้าในสมาธิขันธ์ และทรงจัดสัมมาทิฏฐิ และสัมมาสังกัปปะ เข้าในเป็นปัญญาขันธ์

ขอกล่าวถึงสติปัฏฐาน 4 ซึ่งเป็นหลักการภาวนาตามมหาสติปัฏฐานสูตร เป็นข้อปฏิบัติเพื่อรู้แจ้ง

คือเข้าใจตามเป็นจริงของสิ่งทั้งปวง โดยไม่ถูกกิเลสครอบงำ สติปัฏฐานมี 4 อย่าง

การตามอนุปัสสนาในกาย เวทนา จิต และธรรม สติปัฏฐาน = ศีล 5

โดยคำว่า สติ หมายถึงความระลึกรู้ ไม่ลืม สติเป็นเจตสิกที่เกิดกับจิตที่ดีงามเท่านั้น ไม่เกิดกับอกุศล

คอยช่วยให้จิตที่ดีงามนึกถึงแต่เรื่องที่เป็นประโยชน์ ให้ผลเป็นความสุข ระลึกถึงแต่สิ่งที่ไม่ก่อให้เกิดโทษคือกิเลส

ส่วนปัฏฐาน ​แปล​ได้​หลายอย่าง​ ​แต่​ใน​มหาสติปัฏฐานสูตร ​และ​สติปัฏฐานสูตร หมาย​ถึง​ความตั้งมั่น ความแน่วแน่

ความมุ่งมั่นไม่ปล่อยเวลาให้เสียประโยชน์ โดยรวมคือ เข้าไปรู้เห็นในสิ่งทั้งหลายตามความเป็นจริง คือวงจรปฏิจจสมุปบาท

เพื่อให้เห็นไตรลักษณ์ หรือสามัญลักษณะ จนละคลายความยึดติด ด้วยอำนาจกิเลสทั้งปวง ได้แก่

1. กายานุปัสสนา สติปัฏฐาน การมีสติไม่ลืมว่ากายเป็นแค่ที่รวมของธาตุ 4 ได้แก่ ดิน น้ำ ลม ไฟ

มาประชุมรวมกันเป็นร่างกาย ไม่มองกายด้วยความเป็นคน สัตว์ เรา เขา แต่มองแยกเป็น รูปธรรมหนึ่งๆ อาศัยเหตุปัจจัยมากมาย

เกิดขึ้นเป็นวงจรปฏิจจสมุปบาท ก็จะเห็นความเกิดดับ และเห็นว่ากายล้วนไม่เที่ยง เป็นทุกข์ และเป็นอนัตตา

2. เวทนานุปัสสนา สติปัฏฐาน การมีสติไม่ลืมว่าเวทนา ทั้งสุข ทุกข์ อุเบกขา มีและไม่มีอามิส

ล้วนเป็นนามธรรมอย่างหนึ่ง ไม่มองกายด้วยความเป็นคน สัตว์ เรา เขา แต่มองแยกเป็นแค่นามธรรม ที่อาศัยเหตุปัจจัยมากมาย

เกิดขึ้นเป็นวงจรปฏิจจสมุปบาท ก็จะเห็นความเกิดดับ และเห็นว่าเวทนาล้วนไม่เที่ยง เป็นทุกข์ และเป็นอนัตตา

3. จิตตานุปัสสนา สติปัฏฐาน การมีสติไม่ลืมว่า จิตมีเหตุใกล้ คือเจตสิกมากมาย เป็นปัจจัยให้เกิดอยู่ ไม่มองจิตด้วยความเป็นคน สัตว์ เรา เขา

คือไม่มองว่าเรากำลังคิด เรากำลังโกรธ หรือเรากำลังเหม่อลอย แต่มองแยกเป็นนามธรรมอย่างหนึ่ง ที่อาศัยเหตุปัจจัยมากมายเกิดขึ้น

เป็นวงจรปฏิจจสมุปบาท ก็จะเห็นความเกิดดับ และเห็นว่าจิตล้วนไม่เที่ยง เป็นทุกข์ และเป็นอนัตตา

4. ธัมมานุปัสสนา สติปัฏฐาน การมีสติไม่ลืมว่าโลกิยธรรมทั้งปวงเกิดจากเหตุปัจจัยมากมาย ไม่มองด้วยความเป็นคน สัตว์ เรา เขา

แต่มองเป็นรูปธรรม และนามธรรม ที่อาศัยเหตุปัจจัยมากมายเกิดขึ้นเป็นวงจรปฏิจจสมุปบาท

ก็จะเห็นความเกิดดับ และเห็นว่าธรรมที่เกิดจากเหตุปัจจัยล้วนไม่เที่ยง เป็นทุกข์ และเป็นอนัตตา

เพราะตราบใดที่ชนทั้งหลาย ยังปฏิบัติธรรมสมควรแก่ธรรม อบรมอริยมรรคมีองค์ 8 อยู่เนืองๆ พระสัทธรรมก็ยังตั้งมั่นอยู่ตราบนั้น

เครื่องสักการะต่างๆ ก็ดี การสร้างเสนาสนะต่างๆ ก็ดี มันก็เป็นของๆ โลก แต่ถ้าไม่มีชนที่ปฏิบัติธรรมสมควรแก่ธรรม

พระสัทธรรมไม่สามารถตั้งอยู่ได้เลย การที่พระองค์พากเพียร บำเพ็ญบารมีมา 16 อสงไขย​ เพื่อที่ปรารถนาจะตรัสรู้

เป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้า รื้อสัตว์ ขนสัตว์ให้พ้นจากทุกข์ได้ การที่พระองค์ตรัสรู้ พระสัทธรรมได้ด้วยความยากลำบากอย่างยิ่ง

พระองค์ต้องควักดวงตาออกไปเป็นทาน นับภพชาติไม่ถ้วน พระองค์ต้องสละทรัพย์สละลูกเมียสละชีวิต เพื่อบำเพ็ญเป็นทาน และบารมี

นับภพนับภพชาติไม่ถ้วน เพื่อสะสมพระบารมีเพื่อที่จะมีกำลัง ในการที่จะเปิดประตูแห่งอมตธรรม รื้อสัตว์ขนสัตว์ให้หลุดพ้นจากทุกข์ได้

เพราะฉะนั้น ถึงแม้ว่าปัจจุบัน​พระผู้มีพระภาคเจ้า จะทรงเสด็จดับขันธปรินิพพานไปแล้ว แต่พระองค์ก็ทรงมอบมรดกธรรม

อันล้ำค่านี้ไว้ให้แก่ชาวโลก หนทางที่จะปลดเปลื้องตน จากสภาพแห่งกองทุกข์ เพื่อกลับคืนสู่ความบริสุทธิ์ของธรรมชาติ

พบกับความสงบสุขที่แท้จริง คือพระนิพพานได้ การที่พวกเราจะยั้งพระสัทธรรมตรงนี้ ให้ตั้งมั่น​ และดำรงสืบต่อไปได้

พระองค์ตรัสว่า ตราบใดที่ชนทั้งหลาย ยังเจริญสติปัฏฐาน 4 เจริญอริยมรรคมีองค์ 8 พระสัทธรรมนี่ละ ที่จะตั้งมั่นอยู่ตราบนั้น

ตราบใดที่ชนทั้งหลาย ตราบใดที่พระสัทธรรมยังดำรงอยู่ ชาวโลกก็จะได้พบหนทาง ที่จะนำตนเองให้หลุดพ้น

จากเภทภัยในวัฏสงสารที่ยาวนาน กลับคืนสู่ความบริสุทธิ์ของธรรมชาติ พบกับความสงบสุขที่แท้จริง คือพระนิพพานได้