พระพุทธเจ้าตรัส อานิสงส์แห่งการรักษาศีล ไว้อย่างไรบ้าง

อานิสงส์แห่งการรักษาศีล เป็นอานิสงส์หนึ่งที่ชาวพุทธให้ความสนใจเป็นอย่างมาก ราชบัณฑิตสถานให้ความหมายของคำว่า “ศีล” ไว้ว่า

ศีลมาจากคำว่า “สีล” (อ่านว่า สีละ) ในภาษาบาลี แปลว่า ปรกติ หมายถึงความปรกติของกายและวาจา ลักษณะที่เป็นปรกติของกาย และวาจา

คือการไม่ประพฤติผิด หรือใช้กาย และวาจาเบียดเบียนผู้อื่น ทำความเดือดร้อนให้ผู้อื่น การรักษาศีลจึงไม่ต่างจากการรักษาความเป็นปกติ

ทางกาย และวาจาของมนุษย์ ศีลที่ต่ำที่สุดในพระพุทธศาสนาคือ ศีล 5 เชื่อว่าหลายท่านน่าจะทราบกันดี และสามารถอาราธนาศีล 5 ได้

การรักษาศีลนั้นดีอย่างไร ลองมาศึกษาอานิสงส์แห่งการรักษาศีลไปพร้อมกันค่ะ ครั้งหนึ่งพระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสเรื่องอานิสงส์แห่งการรักษาศิล

ต่อพระอานนท์ไว้ในพระสูตรชื่อ “กิมัตถิสูตร” มีความว่า ครั้งพระผู้มีพระภาคเจ้าประทับอยู่ ณ พระเชตวันวิหาร พระอานนท์ได้เข้าเฝ้าแล้ว

ทูลถามพระองค์ว่า “ ข้าแต่พระบรมศาสดา อะไรคืออานิสงส์แห่งการรักษาศีลที่เป็นกุศล (กุศลศีล) ”

สรุปพระดำรัสของพระผู้มีพระภาคเจ้า ที่ทรงตอบพระอานนท์ได้เป็น 10 ประการ ว่า

1. อวิปปฏิสาร (ความไม่เดือดร้อนใจ) เป็นอานิสงส์

2. อวิปปฏิสารมีความปราโมทย์เป็นอานิสงส์

3. ความปราโมทย์มีปีติเป็นอานิสงส์

4. ปีติมีปัสสัทธิ (ความสงบใจเป็นผล) เป็นอานิสงส์

5. ปัสสัทธิมีสุข (ความสุขใจ) เป็นอานิสงส์

6. สุขมีสมาธิเป็นอานิสงส์

7. สมาธิมียถาภูตญาณทัสสนะ (ความเห็นด้วยญาณตามความเป็นจริง) เป็นอานิสงส์

8. ยถาภูตญาณทัสสนะ มีนิพพิทาวิราคะ (ความหน่ายความคลาย) เป็นอานิสงส์

9. นิพพิทาวิราคะ มีวิมุตติญาณทัสสนะ (ความเห็นด้วยญาณเป็นเครื่องหลุดพ้น) เป็นอานิสงส์

10. ศีลที่เป็นกุศลย่อมถึงอรหันต์โดยลำดับ

สงสัยหรือไม่ว่า กุศลศีลที่พระอานนท์ทูลถามพระพุทธเจ้านั้นเป็นอย่างไร ในพระสูตรที่มีชื่อ “สีลสูตร” ได้เล่าถึงเหตุการณ์ที่พระอานนท์สนทนาธรรม

กับพระภัททะ ถึงเรื่องกุศลศีล โดยพระอานนท์ตอบพระภัททะว่า “พระบรมศาสดาตรัสไว้ว่า เพียงเจริญสติปัฏฐาน 4 คือการพิจารณาเห็นกายในกาย

เวทนาในเวทนา จิตในจิต และธรรมในธรรม ด้วยความเพียร มีสติสัมปชัญญะ เพื่อกำจัดอภิชฌาและโทมนัส เดี๋ยวก่อนท่านภัททะ

กุศลศีลเหล่าใดที่พระบรมศาสดาตรัสไว้ (ตรัสเรื่องสติปัฏฐาน 4) แล้วศีลนั้นเป็นกุศล”

จากคำพูดของพระอานนท์ ในสีลสูตรแสดงให้เห็นว่า เหตุการณ์ในสีลสูตรเป็นเหตุการณ์ที่น่าจะเกิดหลังจากที่พระอานนท์ได้ทูลถามพระพุทธองค์

ถึงเรื่องอานิสงส์แห่งการรักษากุศลศีล ดังปรากฏในกิมัตถิสูตร ทำให้เห็นกุศลศีลที่พระพุทธเจ้าตรัสไว้ คือการเจริญสติปัฏฐานนั่นเอง

จึงไม่ผิดเลยที่ศีล (กุศลศีล) จะนำพาผู้รักษาให้ไปถึงการบรรลุเป็นอรหัตตผล อานิสงส์แห่งการรักษาศีล สำหรับฆราวาสทั่วไป

ซึ่งพระองค์เรียกว่า “ศีลสมบัติ” พระองค์ตรัสอานิสงส์ไว้ในพระสูตรที่มีชื่อ “ปาฏลิคามิยสูตร” ว่า “สำหรับศีลสมบัติของผู้มีศีลเป็นอย่างไร

1. เป็นผู้ไม่ปราศจากทรัพย์

2. ได้รับการชื่นชม มีชื่อเสียง เป็นที่ยอมรับในทางที่ดี

3. กล้าเข้าพบปะสมาคม แม้ผู้นั้นจะเป็นผู้มาจากชนชั้นที่สูงกว่าตน

4. ต ายอย่างมีสติ

5. หลังจากต ายไปแล้วย่อมเกิดในสุคติภูมิ

ในคำสอนเรื่อง “บุญกิริยาวัตถุ 10” ได้ยกย่องว่าการรักษา หรือถือศีลนั้น เป็นการสร้างบุญอย่างหนึ่งที่เรียกว่า “ศีลมัย”

ชาวพุทธส่วนใหญ่เชื่อว่า บุญ เป็นสิ่งที่จะนำพาตนให้ไปเกิดบนสวรรค์ คัมภีร์วิมานวัตถุได้บอกเล่าเรื่องของนางทาสนางหนึ่ง

ที่ได้รักษาศีลมาตลอดชีวิต พอสิ้นบุญก็ไปเกิดเป็นเทพธิดาบนสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ นี่คืออานิสงส์แห่งการรักษาศีลที่นางทาสได้รับ

สตรีอีกนางชื่อว่า “ภัททิตถิกา” ตอนที่มีชีวิตอยู่ได้รักษาศีล 5 และศีล 8 ในวันพระอุโบสถ (หรือ วันพระ)

พอสิ้นบุญก็ไปเกิดเป็นเทพธิดาอยู่บนสวรรค์ชั้นดาวดึงส์เช่นกัน เป็นต้น