พรุ่งนี้กับชาติหน้า ไม่มีใครรู้ว่าอะไรจะมาก่อน อย่าได้ประมาทในชีวิต

พรุ่งนี้กับชาติหน้า ไม่มีใครรู้ว่าอะไรจะมาก่อน อย่าได้ประมาทในชีวิต

เวลาที่พระพุทธองค์ตรัสสอนเรื่องความไม่ประมาท พระองค์จะทรงเน้นย้ำอยู่เสมอว่า เหตุผลที่เราต้องไม่ประมาท ก็เพราะว่าเรามีเวลาจำกัด อุปมาของการมีเวลาจำกัดก็คือ อุปมาที่ว่าความต ายนั้น ไม่ต่างอะไรจากไฟที่ไหม้อยู่บนหัวของเราแต่ละคน

ลองจินตนาการดูสิว่า หากไฟไหม้อยู่บนหัวของเรา เราย่อมไม่มีทางหลีกเลี่ยงหลบหนี หรือทำเป็นมองไม่เห็นได้เลย ทางเดียวเท่านั้นที่เราจะต้องจัดการก่อน ก็คือต้องรีบดับไฟให้เร็วที่สุด

ดังนั้น อุปมาอย่างนี้แล้ว จึงเตือนว่า “เราต้องรีบทำความเพียรเสียแต่วันนี้ เพราะใครเล่าจะรู้ว่าพรุ่งนี้ความต ายจะมาเยือนหรือไม่”

คนเรามีเวลา 3 วัน

1. วันวาน ซึ่งเราได้ใช้ไปแล้ว และไม่หวนกลับมาอีก

2. วันนี้ เรากำลังใช้อยู่ และใช้ได้แค่ครั้งเดียว

3. วันพรุ่งนี้ แม้ว่ากำลังจะมาถึง แต่ไม่รู้ว่าเราจะอยู่ถึงหรือเปล่า

ถ้าหากว่าเราละเลยมรณสติ พยายามหนีความต าย ปฏิเสธความต าย เราก็จะถูกความต ายคุกคามชีวิตและจิตใจ ความต ายก็เป็นศัตรู

แต่ถ้าระลึกความต ายอยู่เสมอ เจริญมรณสติอยู่เป็นประจำ จนกระทั่งคุ้นชินกับความต ายที่จะเกิดขึ้นกับเราหรือกับคนที่เรารัก ความต ายก็จะกลายเป็นมิตร

กลายเป็นครูอาจารย์ ที่จะเคี่ยวเข็ญเราให้ใช้เวลาทุกนาทีอย่างมีคุณค่า ซึ่งจะช่วยให้เราเข้าใกล้ธรรมะ หรือเข้าใกล้จุดมุ่งหมายสูงสุด ในฐานะชาวพุทธที่แท้จริง

มรณสติ มี 2 ส่วนคือ

1. คือการระลึกถึงความจริงว่า “เราต้องต ายอย่างแน่นอน และ ต ายได้ทุกโอกาสทุกเมื่อ” ดังภาษิตทิเบตที่ว่า “พรุ่งนี้กับชาติหน้า ไม่มีใครรู้หรอกว่าอะไรมาถึงก่อน”

2. คือการถามตัวเองว่า “เราพร้อมต ายหรือยัง?”, “เราทำความดีมาพอหรือยัง?”, “เราทบทวนสิ่งที่ควรทำแล้วหรือยัง” เพื่อกระตุ้นให้เราขวนขวายทำความดี ไม่ผัดผ่อนในการกระทำหน้าที่สำคัญ

ไม่ว่ากับตนเอง ครอบครัว พ่อแม่ ลูกหลาน หรือ ส่วนรวม ถ้าเราทำหน้าที่ทั้งภายนอกและภายใน เราก็พร้อมสำหรับการพลัดพราก นั่นคือพร้อมจะไปอย่างสงบ และรู้ที่จะปล่อยวาง

ดังพุทธพจน์ตอนหนึ่งว่า “รีบทำความเพียรเสียแต่วันนี้ ใครเล่าจะรู้ว่าพรุ่งนี้ความต ายจะมาเยือนหรือไม่” (อัชเชวะ กิจจะมาตัปปัง โก ชัญญา มะระณัง สุเว) ความเพียรเป็นกิจที่ต้องทำวันนี้ ใครรู้ความต ายแม้วันพรุ่งนี้

มรณสติในชีวิตประจำวัน

1. ซ้อมต าย หรือฝึกต ายก่อนที่จะหลับ

2. พิจารณาทำให้เกิดปัญญา ว่าสิ่งที่ทำอยู่ ณ ปัจจุบัน พร้อมที่จะปล่อยวางสิ่งต่าง ๆ ได้เลยไหม

3. เจริญมรณสติ นึกถึงงานศพเรา ที่จะช่วยให้เราตื่นตัวและขวนขวายในการทำความดี

4. พิจารณา อสุภกรรมฐาน (พิจารณาร่างกายของตนหรือของผู้อื่นว่าเป็นของไม่งาม ไม่น่ายึดมั่นถือมั่น แต่เป็นของน่าเกลียด โสโครก เช่นพิจารณาซากศพที่นอนให้เขารดน้ำก่อนใส่โลง ก่อนเผาหรือฝัง)

ประโยชน์ของมรณสติ

1. ทำให้เราขวนขวายในสิ่งที่เราชอบผัดผ่อน ในชีวิตเรามีสิ่งสำคัญมากมายที่ควรทำ แต่เราไม่ได้ทำ

2. ทำให้เราปล่อยวางในสิ่งที่เราชอบยึดติด หรือแม้แต่สิ่งที่เราไม่รัก เช่น ความโกรธ เกลียด รู้สึกผิด

3. ทำให้เราเห็นคุณค่าของสิ่งที่เรามีอยู่ในปัจจุบัน

4. ทำให้เรามีความสุขได้ง่ายขึ้น

5. ทำให้เราต ายอย่างสงบ

6. ช่วยกระตุ้นเตือนให้เราดำเนินชีวิตอย่างมีคุณค่า ถูกต้อง ไม่ปล่อยเวลาให้เปล่าประโยชน์ หรือดำเนินชีวิตไปในทางที่เสียหาย

ที่มา ครูอ้อย ณัฏฐ์ฐิญา ฉะอ้อนศรี