พ่อครับ…แม่ครับพรุ่งนี้แล้วที่ผมจะต้องลา

พ่อครับ…แม่ครับพรุ่งนี้แล้วที่ผมจะต้องลา

มีบทความหนึ่งค่ะที่ปริญญาชีวิตไปเจอมา เห็นว่าดีมากๆ ไม่รู้ว่าเป็นเรื่องจริงหรือเรื่องแต่งขึ้นนะคะ

แต่อ่านแล้วสะท้อนให้เห็นอะไรบางอย่างในชีวิตได้มากมายเลยค่ะ ไม่ได้โท ษ พ่อแม่หรือว่าลูกแต่อย่างใด

แต่การเลี้ยงดูทำให้เด็กโตมาเป็นแบบที่เราเลี้ยงจริงๆ นะคะ ให้เค้าเจอกับความลำบากบ้าง

สอนให้เค้ารู้จักกับการยอมรับความจริง และรับผิดชอบกับสิ่งที่เกิดขึ้นบ้าง ไม่เช่นนั้นอาจจะเป็นดังจดหมายนี้

คุณพ่อคุณแม่ครับ พรุ่งนี้แล้วที่ผมจะต้องถูกประหาร ผมไม่ทราบว่าเส้นทางชีวิตของผมเดินมาถึงจุดนี้ได้อย่างไร

ตอนนี้ภาพในอดีตค่อยๆ ฉายออกมาทีละภาพผ่านสมองของผม

1. ตอนผมอายุ 3 ขวบ

ผมจำได้รางๆ ว่า ผมวิ่งเร็วเกินไปจนสะดุดก้อนหินหกล้ม พ่อรีบอุ้มผมขึ้นมาปลอบ แล้วพ่อใช้ขาเตะก้อนหินสองที

“ไม่ต้องร้องไห้ ก้อนหินก้อนนี้แย่จริงๆ พ่อลงโทษให้แล้ว” พ่อทำให้ผมเข้าใจว่า

การที่ผมหกล้ม ไม่ใช่เพราะผมไม่ระวัง แต่เป็นความผิดของก้อนหิน แต่ผมไม่รู้ว่า มันแค่เป็นการปลอบใจจากพ่อเพื่อไม่ให้ผมร้องไห้

2. ตอนผมอายุ 4 ขวบ

ผมเอาแต่นั่งเฝ้าดูทีวีจนไม่ยอมกินข้าว แม่ยกชามข้าวมาป้อนให้ผมทีละคำถึงหน้าจอทีวี

แม่ทำให้ผมเข้าใจว่า ชีวิตสามารถเสพสุขได้ด้วยวิ ธี นี้ แต่ผมไม่รู้ว่า แม่แค่กลัวว่าผมจะหิว เดี๋ยวก็ต้องมาวุ่นวายหาข้าวให้ผมกินทีหลังอีกอยู่ดี

3. ตอนผมอายุ 6 ขวบ

พ่อพาผมไปซื้อของขวัญคริสต์มาส ตกลงกันว่าจะให้ผมซื้อได้หนึ่งอย่าง

แต่พอผมได้ตุ๊กตาอุลต้าแมนแล้ว ผมยังอยากได้เครื่องร่อนอีก พอพ่อไม่ยอมให้

ผมก็ลงไปนอนกองกับพื้นร้องไห้ไม่ยอมหยุด สุดท้ายพ่อก็ต้องซื้อให้ผมทั้งสองอย่าง พ่อทำให้ผมเข้าใจว่า

การใช้วิ ธี นี้จะทำให้ผมได้ในสิ่งที่อยากได้ แต่ผมไม่รู้ว่า พ่อแค่กลัวว่าการกระทำของผมจะทำให้พ่อขายขี้หน้าต่อหน้าคนอื่น

4. ตอนผมอายุ 8 ขวบ

ผมคิดอยากจะซักถุงเท้าของผม แต่แม่กลัวว่าผมจะซักไม่สะอาด

ผมอยากช่วยล้างจาน แม่กลัวผมจะทำจานแตก ผมอยากเทน้ำร้อนให้ตัวเอง

แต่แม่กลัวผมโดนน้ำร้อนลวก แม่ทำให้ผมเข้าใจว่า ผมไม่สามารถทำงานยากๆ

หรืองานที่ดูเหมือนมีอันตราย แต่ผมไม่รู้ว่า แม่แค่ไม่อยากเสียเวลามานั่งแก้ไขงานให้ผม

5. ตอนผมอายุ 10 ขวบ

พ่อพาผมไปสมัครเรียนพิเศษสามแห่ง และเรียนกิจ กรร ม พิเศษอีกสองแห่ง ทุกๆ วัน

ผมจะกลับถึงบ้านด้วยความอ่อนล้า พ่อบอกผมว่า คนเราต้องอดทน จะได้เป็นเจ้าคนนายคน

พ่อทำให้ผมเข้าใจว่า การศึกษาเป็นเรื่องที่หนักหนาสาหัส และน่าเบื่อมาก แต่ผมไม่รู้ว่า พ่อแค่อยากให้ผมดูโดดเด่นต่อหน้าญาติมิตร

6. ตอนผมอายุ 13

ผมเตะบอลไปทำกระจกหน้าต่างข้างบ้านแตก พ่อพาผมไปกล่าวคำขอโทษแล้วจ่ายค่าเสียหายไป

พ่อทำให้ผมเข้าใจว่า แค่กล่าวคำว่า “ขอโทษ” แล้วทุกอย่างก็จบสิ้นได้แบบง่ายดาย

แต่ผมไม่รู้ว่า พ่อบ่นว่าเพื่อนบ้านถือโอกาสเรียกค่าเสียหายมากเกินไป

7. ตอนผมอายุ 15

ผมอยากเรียนเปียโนเหมือนเพื่อนๆ แม่ไปขอยืมเงินญาติๆ แล้วซื้อเปียโนให้ผมหลังหนึ่ง

แต่ผมเล่นได้แค่เดือนสองเดือนก็เบื่อแล้ว ไม่ยอมเล่นต่อ แม่ทำให้ผมเข้าใจว่า

แม้ที่บ้านมีเงินไม่มาก แต่ก็สามารถใช้จ่ายได้อย่างสุรุ่ยสุร่าย แต่ผมไม่รู้ว่า ที่บ้านต้องใช้เวลาสามปีกว่าจะจ่ายหนี้ก้อนนั้นจนหมด

8. ตอนผมอายุ 19

ผมกำลังจะสอบเอนทรานซ์เข้ามหาวิทยาลัย พ่อบอกว่าเป็นทนายความจะช่วยให้ฐานะทางสังคมสูงขึ้น

พ่อทำให้ผมเข้าใจว่า ผมแค่ทำตามเส้นทางที่พ่อวาดหวังไว้ก็พอ

แต่ผมไม่รู้ว่า นั่นเป็นเพราะพ่ออยากเติมเต็มความฝันให้ตนเอง เพราะพ่อสอบไม่ติดตอนเป็นหนุ่ม

9. ตอนผมอายุ 20

ผมบอกแม่ว่าอยากได้มือถือรุ่นใหม่ล่าสุด ผมอ้างว่าจะได้โทรกลับบ้านบ่อยๆ

แม่ส่งเงินมาให้ผมสามหมื่นบาททันที แต่ผมโทรกลับบ้านปีละไม่กี่หน แทบทุกครั้งจะเป็นการขอเงินเพิ่ม

แม่ทำให้ผมเข้าใจว่า พ่อแม่เป็นตู้กดเงินชั้นเยี่ยมของผม แต่ผมไม่รู้ว่า พ่อแม่ได้แต่เฝ้ารอโทรศัพท์จากผมด้วยความคิดถึง

10. ตอนผมอายุ 24

พอเรียนจบ พ่อก็ช่วยฝากงานให้ผมได้ทำงานในบริษัทใหญ่โต พ่อทำให้ผมเข้าใจว่า

ไม่ต้องตั้งใจเรียนหนังสือให้ดีก็สามารถหางานดีๆ ทำได้ แต่ผมไม่รู้ว่า พ่อต้องอาศัยเส้นสายขนาดไหนกว่าจะฝากผมเข้าทำงานได้

11. ตอนผมอายุ 27

ผมเปลี่ยนแฟนเป็นว่าเล่น พวกสาวๆ มักบ่นว่าผมเป็นคนที่ไม่มีความรับผิดชอบ

แม่บอกผมว่าพวกเขาไม่คู่ควรกับผม แม่ทำให้ผมเข้าใจว่า ผมเป็นผู้ชายที่มีคุณสมบัติเลอเลิศ

แต่ผมไม่รู้ว่า ผมเป็นแค่ผู้ชายเส็งเคร็งที่หาความดีแทบไม่ได้

12. ตอนผมอายุ 32

ผมเป็นหนี้พนันบอลเป็นล้าน พ่อโกรธจนล้มป่วย แต่สุดท้ายก็ช่วยผมเคลียร์หนี้จนหมด

พ่อทำให้ผมเข้าใจว่า ไม่ว่าผมจะทำอะไรผิด พ่อจะคอยช่วยแก้ปัญหาให้ผมได้เสมอ

แต่ผมไม่รู้ว่า นั่นเป็นเงินก้อนสุดท้ายที่พ่อแม่เตรียมไว้ใช้ในยามแก่

13. ตอนผมอายุ 35

พ่อแม่ช่วยอะไรผมไม่ได้อีกแล้ว ผมกับเพื่อนเข้าไปปล้นร้านค้า แล้วผมไปทำร้าย เจ้าของร้านจากไปคาที่

ศาลตัดสินประหารชีวิตผม พ่อแม่ตะโกนด่าว่าช่างไม่ยุติธรรมต่อครอบครัวเราเลย

ท่านลำบากมาทั้งชีวิต แต่ต้องได้รับผล กรรมที่ไร้ความปราณี

ในที่สุดผมเริ่มเข้าใจแล้วว่า เพราะท่านใช้ความรัก ฉกชิงโอกาสที่ผมจะเติบโตเป็นผู้เป็นคนครั้งแล้วครั้งเล่า

ฉกชิงเอาความสามารถในการอยู่รอดด้วยตัวผมเองครั้งแล้วครั้งเล่าฉกชิงเอาความรับผิดชอบในตัวของผมเองครั้งแล้วครั้งเล่า

วิธีการรักลูกแบบผิดๆ สุดท้ายแลกมาซึ่งความเจ็บปวดของเราทั้งสองรุ่น

ไม่มีโอกาสให้แก้ตัวอีกแล้วจากการสอนสั่งที่ผิดๆ มันเป็นมือของพ่อแม่ผมเองที่ส่งผมขึ้นไปยังแท่นประหารอย่างไม่ได้ตั้งใจ

พ่อครับ แม่ครับ กรุณาดูแลตัวเองให้ดีผมคงต้องขอลาจากท่านแล้วในวันพรุ่งนี้

หวังว่าในภพหน้าของผม ผมจะได้เรียนรู้วิธีการรับผิดชอบในตัวผมเอง สำหรับชาตินี้

ผมไม่แน่ใจว่าผมควรจะโกรธท่าน หรือรักท่านกันแน่ อย่างไรก็ตาม ลูกต้องกราบขออโหสิกรรม

ที่ได้ก่อกรรม ทำเข็ญให้ท่านต้องเสียใจกับลูกคนนี้มาตลอดชีวิต จากลูกทรพีที่กำลังจะจากท่านไป