พ่อแม่เลี้ยงลูกแบบผิดๆ ลูกอาจเป็น “โรคติดหรู” ไม่รู้ตัว

พ่อแม่เลี้ยงลูกแบบผิดๆ ลูกอาจเป็น “โรคติดหรู” ไม่รู้ตัว

บ้านที่มีเสื้อผ้าล้นตู้ หรือหีบของเล่นเต็มบ้านและส่วนมากเป็นของราคาแพง

และในขณะที่คุณรู้สึกลูกๆ มีสิ่งของต่างๆ มากเกินไป การเลือกโละและตัดใจทิ้ง

ก็ไม่ใช่เรื่องง่ายเสมอไป เพราะลูกของคุณยังคงหวงของทุกอย่าง

การให้เด็กๆ มีสิ่งของมากเกินไปไม่ดีต่อสุขภาพ เด็กที่ได้รับมากกว่าที่ต้องการ

มีความเสี่ยงที่จะกลายเป็นผู้ใหญ่ที่ชอบวัตถุนิยมได้มากกว่าที่คิด

มีการศึกษาวิจัยที่พบว่า เด็กที่ชอบวัตถุนิยม มักจะกลายเป็นผู้ใหญ่ที่ชอบวัตถุนิยม

และนั่นอาจส่งผลร้ายแรง รวมถึงความไม่มีความสุขมากขึ้นในช่วงวัยผู้ใหญ่

พ่อแม่หลายคนให้ลูกเติบโตขึ้น โดยอาจไม่ได้สอนให้ลูกเข้าใจว่าสิ่งต่างๆ ที่ลูกได้มา

ล้วนมีค่าใช้จ่าย เพราะมุ่งเป้าไปที่ความสุขของลูก อย่างไรก็ตาม การทำให้เด็กเข้าใจแนวคิดเหล่านี้

ค่อนข้างมีความซับซ้อน นั่นเป็นเพราะเด็กหลายคนได้รับการเลี้ยงดูโดยคาดหวังว่าพ่อแม่จะต้องตอบสนองพวกเขา

เมื่อพูดถึงของเล่น เสื้อผ้า และสิ่งของทางกายภาพอื่นๆ นอกจากนี้ ยังมีโฆษณามากมายบนอินเทอร์เน็ต ทีวี

และสื่ออื่นๆ ซึ่งช่วยสร้างความคาดหวังนี้ ตั้งแต่วิดีโอเกม ไปจนถึงอุปกรณ์เทคโนโลยี

ไปจนถึงเสื้อผ้าใหม่ๆ ที่ทันสมัย การใช้จ่าย และการได้เป็นเจ้าของ

ช่วยเพิ่มความนับถือตนเอง และความพึงพอใจ ซึ่งมันเป็นสิ่งที่ไม่ถูกต้อง

ในโลกยุคดิจิตัล อาจเป็นเรื่องท้าทายพอสมควร ที่จะหาวิธีป้องกันไม่ให้ลูกๆ กลายเป็นคนชอบวัตถุนิยม

หรือปรารถนาอยากได้สิ่งของไปซะทุกอย่าง สังคมอาจหล่อหลอมเราด้วยความคิดที่ว่ามีมากกว่านั้นดีกว่า

ลูกๆ ของเราถูกกระตุ้นความอยากได้ จากช่องทางสื่อ ต่างๆ ด้วยความคิดที่ว่าพวกเขาจะเจ๋ง

และมีค่ามากขึ้น เมื่อพวกเขามีของราคาแพงมากขึ้น สัญญาณบ่งบอกว่าลูกมีความวัตถุนิยม

1. ลูกชอบบ่นว่าไม่มีอะไรทำ

เคยสังเกตเห็นลูกของคุณบ่นแบบนี้มั้ย? หนูเบื่อ หนูไม่มีอะไรทำ หนูไม่มีของเล่นอะไรจะเล่นเลย ฯลฯ

แต่ในความจริง ในบ้านของคุณมีห้องเด็กเล่นที่เต็มไปด้วยของเล่นมากมายก่ายกอง

2. ร้องไห้ฟูมฟายขอของเล่นและเสื้อผ้าใหม่

ไม่ว่าจะอยู่ในร้านค้า หรือหลังจากที่ได้เห็นของเล่นใหม่ล่าสุดทางทีวี

เด็กๆ มักแสดงอาการอยากได้ อยากมี พวกเขาแสดงให้เห็นว่าพวกเขารู้สึกว่าตัวเขามีสิทธิ์

ที่จะได้รับสิ่งใดก็ตามที่ร้องขอ และต้องได้เท่านั้น และพวกเขาไม่เคารพขอบเขตของคุณ

เมื่อคุณพยายามกำหนด สิ่งนี้อาจเป็นเรื่องยากสำหรับพ่อแม่ เด็กๆ มักจะขอมากขึ้นเรื่อยๆ

และผู้ปกครองส่วนใหญ่ ต้องการให้ลูกมีความสุข และหยุดร้อง

แต่ถ้าเรายอมทุกครั้งที่ลูกร้องขอ ก็เหมือนเรากำลังทำให้ลูกๆ ของเรามีปัญหาในระยะยาวได้

สิ่งที่อาจสร้างเด็กมีนิสัยวัตถุนิยม ผลการศึกษาในปี 2015 ที่ตีพิมพ์พบว่าเด็กที่กลายเป็นวัตถุนิยม

นำความเชื่อหลักสองประการมาใช้ การเป็นเจ้าของสิ่งที่มีคุณภาพสูง

ตลอดจนสินค้าวัสดุจำนวนหนึ่งคือคำจำกัดความของความสำเร็จ

การได้มาซึ่งผลิตภัณฑ์บางอย่าง ทำให้ผู้คนดูน่าสนใจมากยิ่งขึ้น

แน่นอนว่าพ่อแม่ส่วนใหญ่ไม่ได้ปลูกฝังความเชื่อเหล่านั้นให้กับเด็กอย่างตั้งใจ

แต่เด็กๆ จะพัฒนาความเชื่อเหล่านั้นตามรูปแบบการเลี้ยงดู

และระเบียบวินัยของพ่อแม่ เช่นเดียวกับบทบาทในบ้านของพวกเขา

ผู้ปกครองมีส่วนทำให้ลูกมีนิสัยวัตถุนิยมได้อย่างไร

การศึกษาพบว่าพ่อแม่ที่อบอุ่นและเปี่ยมด้วยความรักและเอาใจลูกมากเป็นพิเศษ

มักมีส่วนทำให้เด็กเกิดทัศนคติแบบวัตถุนิยม แต่ทว่า เด็กที่เติบโตในบ้าน

ที่พวกเขารู้สึกว่าถูกปฏิเสธ ก็ยังมีแนวโน้มที่จะชอบวัตถุนิยมได้เช่นกัน

ตัวอย่างเช่น เด็กที่รู้สึกว่าพ่อแม่ผิดหวังในตัวเขา อาจแสวงหาความสะดวกสบายในทรัพย์สินทางวัตถุของเขา

หรือเด็กที่ไม่ได้ใช้เวลาอยู่กับพ่อแม่มากนัก อาจรับมือกับความเหงาได้โดยใช้ของเล่น

และอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ นักวิจัยพบว่า การเลี้ยงดูหลักสามประการ มีส่วนทำให้เด็กมีความเชื่อแบบวัตถุนิยม

ประการที่ 1. การให้รางวัลลูก การจ่ายเงินให้ลูกของคุณเพื่อผลการเรียนที่ดี

หรือให้สัญญาว่าจะซื้อสมาร์ทโฟนเครื่องใหม่ให้ หากลูกทำได้ดีในการเล่นฟุตบอล

อาจสอนลูกว่าสิ่งของที่เป็นวัตถุคือเป้าหมายสูงสุด

ประการที่ 2. การให้ของขวัญ การให้ของขวัญแก่ลูกๆ

ของคุณเพื่อเป็นสัญลักษณ์แห่งความรักของคุณอาจสอนพวกเขาว่าการได้รับความรักหมายถึงการได้รับของขวัญ

ประการที่ 3. การเอาทรัพย์สินไปทิ้ง การทำให้ลูกรู้สึกถูกแยกออกจากสิ่งของต่างๆ

อาจสอนเด็กๆ ให้มีความต้องการสมบัติทางวัตถุมากยิ่งขึ้น เพื่อที่จะทำให้ตัวเองรู้สึกดีขึ้น

เราจะเลี้ยงลูกให้ห่างไกลวัตถุนิยมได้อย่างไร?

1. ช่วยให้ลูกสนุกได้ง่ายๆ โดยไม่ต้องใช้เงินเยอะ

เล่นกับลูกๆ ของคุณให้บ่อยที่สุด เท่าที่จะทำได้

โดยไม่ต้องใช้จ่ายเงินก้อนโต “เต้นรำ ร้องเพลง เล่นกีตาร์ให้ลูกฟัง วาดภาพร่วมกัน

ให้สมาชิกในครอบครัวแต่ละคนได้รับผืนผ้าใบไปทำผลงานของตัวเองแล้วเอามาชื่นชมกัน

หรือจะสนุกไปกับเกมไพ่ หรือช่วยกันต่อบล็อกไม้ให้เป็นตึกสูงก็ยังได้

2. ปลูกฝังเรื่องการขอบคุณสิ่งดีๆ

ขอให้ลูกๆ พูดถึงสิ่งที่พวกเขารู้สึกขอบคุณทุกวัน เช่นลองให้ลูกบอกถึง สามสิ่ง ที่เกิดขึ้นในระหว่างวันที่พวกเขารู้สึกขอบคุณ

การมุ่งเน้นไปที่ประสบการณ์เชิงบวกในชีวิตจะช่วยสร้างความสุขให้เป็นอาวุธสำคัญในการต่อสู้กับความโลภ ความอยากได้อยากมี

3. ให้รางวัลเด็กๆ ด้วยสิทธิพิเศษแบบตัวต่อตัว

เมื่อลูกของคุณมีพฤติกรรมที่ดีเป็นพิเศษ และเด็กๆ รู้สึกว่าพวกเขาควรได้รับสิ่งตอบแทนในการกระทำ

แทนที่คุณจะให้รางวัลลูกด้วยของเล่นราคาแพงรุ่นใหม่ล่าสุด ลองเปลี่ยนปฏิบัติต่อเธอด้วยประสบการณ์ร่วมกัน

ที่พิเศษกว่าเวลาเล่นปกติพูดว่าเยี่ยมชมพิพิธภัณฑ์ หรือเดินป่า และปิกนิกในพื้นที่ที่คุณไม่เคยไป

แทนที่จะแสดงความยินดีกับบุตรหลานของคุณด้วยสิ่งของต่างๆ

คุณให้รางวัลกับเธอด้วยการติดต่อกับมนุษย์และประสบการณ์ใหม่ๆ Walfish กล่าว

เธอจะรู้สึกดีมากที่ได้รับความสนใจจากคุณโดยไม่มีการแบ่งแยกและเธอจะเรียนรู้

ที่จะให้คุณค่ากับการมีปฏิสัมพันธ์กับคนที่คุณรักและความตื่นเต้นในการทำสิ่งที่แตกต่างออกไป

4. ระมัดระวังสิ่งที่คุณพูด

การแสดงความคิดเห็นด้วยการพูดแสดงออกถึงความอิจฉาเพื่อนของคุณ

เช่น เพื่อนซื้อมือถือใหม่ หรือคอลเลคชั่นรองเท้าสวยๆ อย่าคิดว่าสิ่งนี้จะไม่เป็นอันตรายต่อความรู้สึกของลูก

เพราะคุณอาจส่งข้อความถึงลูกโดยไม่ได้ตั้งใจ ว่าคุณต้องการสิ่งของเหล่านั้นเช่นกัน ซึ่งลูกๆ อาจทำตามพฤติกรรมของคุณได้ในสักวัน

5. สอนเด็กๆ ให้ใช้เงินเพื่อประโยชน์ส่วนรวม

การทำบางสิ่งบางอย่างที่ช่วยปลดปล่อยเด็กๆ จากการใช้ชีวิตที่เน้นแค่ความสุขของตัวเอง

โดยการเผื่อแผ่ความเมตตา เป็นสิ่งที่ควรทำ คุณอาจทำสิ่งนี้ได้ง่ายๆ

เพียงแค่ไปเยี่ยมเพื่อนบ้านสูงอายุที่ไม่ได้ออกไปข้างนอกบ้านบ่อยๆ

หรือพาลูกไปบริจาคสิ่งของให้เด็กๆ ที่ยากไร้ ลูกของคุณจะเริ่มใช้เวลามากขึ้น

ในการคิดถึงสิ่งที่คนอื่นต้องการ และวิธีที่เขาสามารถช่วยได้ และมีเวลาน้อยลงในการคิดถึงเรื่องของตัวเอง

6. ปลูกฝังค่านิยมที่ดีงามของครอบครัว

หากคุณต้องการให้ลูกๆ ของคุณซึมซับแนวทางที่ดีงาม

ให้หาเวลาที่คุณจะมีโอกาสได้อยู่พร้อมหน้ากันทั้งครอบครัว และขอให้เด็กๆ

ลองพูดถึง ค่านิยมที่สำคัญที่สุด 5 ประการ ของครอบครัวคุณ

จากนั้นแสดงให้พวกเขาเห็นว่าจะนำค่านิยมเหล่านั้น จะสามารภนำไปปฏิบัติในโลกแห่งความเป็นจริงได้อย่างไร

หากมีค่านิยมเรื่องความเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่รวมอยู่ใน 5 ข้อ ให้ลองพูดคุยกับลูก

เกี่ยวกับวิธีแบ่งปันกับผู้อื่นที่มีโอกาสน้อยกว่า หากมีค่านิยมเรื่องการใช้จ่ายอย่างประหยัดอยู่ใน 5 ข้อนั้น

ให้เด็กๆ ลองแนะนำวิธีที่พวกเขาสามารถแสดงถึงสิ่งนั้นได้ และด้วยความชัดเจน

เกี่ยวกับการให้ความสำคัญของจริยธรรมที่คุณพร่ำสอน และการที่ลูกได้นำไปปฏิบัติจริง

จะสอนพวกเขาว่า สิ่งที่เขาอาจเคยมองว่าไม่เป็นสาระสำคัญสำหรับเขา จริงๆ แล้วมันเป็นเรื่องที่สำคัญมากสำหรับชีวิตและครอบครัวของคุณ