ฟังอย่างไร ให้กิเลสขาดไปสู่นิพพาน

การกำหนดรู้อิริยาบถ เป็นการปฏิบัติธรรมอย่างหนึ่งในพระพุทธศาสนา

ซึ่งการฟังหรือการได้ยิน เป็นกิจกรรมอย่างหนึ่ง ที่ต้องทำในชีวิตประจำวัน

การกำหนดรู้ในขณะฟัง หรือได้ยิน ก็เป็นอีกแนวทางการปฏิบัติที่น่าสนใจ

ชวนทุกท่านอ่านบทความ ถอดความบรรยายธรรม

ญาติโยม เพื่อนธรรมมิตรผู้ใจบุญทั้งหลาย ตอนนี้เป็นการฟังเทศน์ปฏิบัติ

เวลาฟังเทศน์ให้กำหนดไว้ที่หู เวลาได้ยินก็ ได้ยินหนอ ได้ยินหนอ

พอนานเข้าให้ใช้ ยินหนอ ยินหนอ เขาว่าถ้าเราฟังมาเฉย ๆ

อันนั้นเราฟังมามากแล้ว เขาเรียกว่าฟังเอาบุญ ได้บุญอยู่แต่ได้บุญน้อย

ได้บุญไม่มาก กิเลสไม่ขาด เพียงแต่ได้ประคองไว้เฉย ๆ แต่เราฟังแล้วกำหนดรู้ตามไป

ถ้าเราฟังไปเฉย ๆ มันก็ไม่ใช่การปฏิบัติ นั้นจึงได้บุญน้อยไป

ถ้าจะฟังให้ได้ประโยชน์มาก หนึ่ง ต้องฟังธรรมให้เกิดประโยชน์

ประโยชน์ในทีนี้คือ ประโยชน์ที่จะถึงนิพพานให้กิเลสขาด

เราต้องสนใจจริง ๆ และรวมจิตใจไว้เป็นศูนย์รวมที่หู คือให้จิตมันอยู่ที่หูนั่นแหละ

ได้ยินหนอ ได้ยินหนอ กิเลสก็ขาด พอได้ยินหนอ ได้ยินหนอ กิเลสมันก็ขาด

แต่ถ้าเราฟังเฉย ๆ ก็จะเป็นบุญ บุญนี้เรียกว่า กามาวจรบุญ

บุญนี้พาเที่ยวอยู่ในสวรรค์เท่านั้น ไปนิพพานไม่ได้ กิเลสก็ไม่ขาด

เราต้องไปให้ถึงโลกุตรบุญ คือบุญที่อยู่เหนือโลก

ไม่ต้องกลับมาเวียนว่าย ต า ย เกิดอีก เวลาฟังเราจึงต้องกำหนดรู้

สาธุชนญาติโยมผู้ใหญ่ทั้งหลาย วันนี้เป็นวันพระขึ้น 15 ค่ำ เดือน 9

พระสงฆ์องค์เจ้า เข้าพรรษามาแล้วได้หนึ่งเดือนเต็ม

ชีวิตของเราผ่านไปไว เดี๋ยวก็หมดวัน หมดคืน

แต่ถ้าคนขี้เกียจแล้ว จะรู้สึกว่าวันคืนมันช้า รู้สึกเจ็บไข้ได้ป่วย เลยรู้สึกว่ามันช้า

แต่สำหรับคนขยัน ทำการทำงาน ประเดี๋ยวก็รู้ว่าเวลามันหมด ไม่นานก็จะออกพรรษาเสียอีกแล้ว

ใครที่เป็นคนขยัน คนที่ทำบุญทำกุศลจะรู้สึกอย่างนั้น เดี๋ยวหมดวัน เดี๋ยวมันคืน

เราทั้งหลายขึ้นชื่อว่า เป็นผู้ไม่ประมาท ชีวิตของเราผ่านปีเก่ามา

พ.ศ.2523 มาแล้ว ได้ 8 เดือนยังไม่เต็มดีนัก

ทุกคนยังเห็นหน้าเห็นตากันอยู่อย่างนี้ แสดงว่าบุญยังปกป้องคุ้มครองเราอยู่

เมื่อเป็นเช่นนั้นเราก็สร้างบุญต่อ แล้วพากันประมาท

พระพุทธเจ้า ท่านเปรียบเทียบชีวิตของคนเรา เหมือนกับเกวียนที่มันชำรุดแล้ว

เอาไม้ไผ่มาซ่อมไปมันก็จะพังกันแล้ว ดังนั้นก็เตรียมตัวกันให้ ต า ย ไปพร้อม

ท่านทั้งหลายอย่าพากันประมาท ปฏิบัติอย่างนี้เรียกว่าเราไม่ประมาท

คนมีสติ เรียกว่าคนไม่ประมาท เราทำถูกแล้ว

สอง จงมีสติ เราจงมีสติคือกำหนดได้ยินหนอ

ได้ยินหนอ คือการมีสติอยู่ มันถูกแล้ว

ข้อที่สาม จงรักษาศีลให้ดี เราก็สมาทานแล้วเต็มที่แล้ว

ข้อสี่ จิตของเราตั้งใจไว้ให้ดี ให้มันถูกธรรมะ ถูกสมาธิปัญญา อย่าไปคิดนอกเรื่อง

ข้อที่ห้า จงตามรักษาจิตของตนให้รักษาอยู่ ศีล สมาธิ ปัญญา ก็เท่ากับว่าอยู่กับบุญและกุศล

พระองค์ว่า ถ้าผู้ใดปฏิบัติตามคุณธรรม 5 ข้อนี้ จะอยู่ด้วยความไม่ประมาท

เราก็ขึ้นชื่อว่าปฏิบัติถูกต้องแล้ว ท่านทั้งหลายมนุษย์เราสำคัญอยู่ที่ใจ

พระพุทธเจ้าจึงตรัสว่า ธรรมทั้งหลายมีสภาพเป็นใจที่ถึงก่อน มีใจเป็นประเสริฐที่สุด

สำเร็จมาแต่ใจ หากคนเรามีใจที่โปร่งใส มีใจดี ใจเป็นบุญ เป็นกุศลแล้ว

จะพูดก็ตาม จะทำก็ตาม ความสุขย่อมติดตามคนนั้นไป

เหมือนกับฉายาว่า บุญกลายเป็นเงาตามเราไปทุกฝีก้าว

นั้นแหละสำคัญคืออยู่ที่ใจ ที่จริงใจเป็นผู้นำไป คนจะดีขึ้นอยู่ที่ใจ ใจมีประโยชน์แท้ ๆ

เพราะสำเร็จนั้นขึ้นอยู่ที่ใจ ถ้าใจของใครที่ตั้งไว้ถูกแล้ว

ใจของคนนั้น จะนำไปสู่ความประเสริฐยิ่งกว่าใครทั้งหมด

ใครก็ทำให้ไม่ได้ ตรงกันข้ามใครตั้งใจไว้ไม่ดี ผู้นั้นย่อมเลวที่สุด ไปจนนรกอเวจีก็ได้

ดั่งพระเทวทัต ทั้งที่จริงท่านก็เอามรรคเอาผลไปเยอะ

แต่ทำไมท่านจึงเป็นอย่างนั้น เพราะท่านตั้งใจไว้ในที่ไม่ดี

อยากจะเป็นใหญ่เป็นโต อยากจะเป็นพระพุทธเจ้า

พระพุทธเจ้าทรง ต า ย ไม่ง่ายก็ต้อง ฆ่ า สุดท้ายพระเทวทัต ถูกธรณีสูบตกอเวจีมหานรก

จิตเป็นคนดึงคนลงไปหาฝ่ายต่ำ เพราะจิตของตนเองเป็นผู้นำไป

นั้นคุณต้องฝึกใจของตนเอง ก็คือเอากิเลสออกนั่นเอง

ชีวิตของเราเป็นชีวิตที่มีคุณค่า ต้องอาศัยความดีที่เราสร้าง

ถ้าไม่สร้างความดีคุณค่าของเราก็น้อย ทุกคนเกิดมาเหมือนกัน แต่ต่างกันที่คุณค่า

พระพุทธเจ้าตรัสว่า คนเราจะดีได้ ไม่ได้ดีเพราะโคตรสาย เทือกเขาเหล่ากอ

ไม่ใช่เพราะเงิน เงินซื้อความดีไม่ได้ แล้วจะดีได้เพราะอะไร

กรรม คือการกระทำของตนเอง เมื่อทำดีเราก็ดีได้

ดีได้เพราะการกระทำ เรียกว่า กรรม กรรมคือการกระทำ

บุคคลนี้แหละ เป็นการแยกบุคคลไปตามการกระทำต่าง ๆ

กรรมเป็นผู้จำแนกคนให้เป็นไปตามกรรม

สรรพสัตว์ทั้งหลายมีชีวิตได้เพราะกรรมนี่แหละ

กรรมจะจำแนกออกได้เพราะจิต เพราะกิเลสนั่นแหละ

ขอบคุณแหล่งที่มา : โดย ท่านเจ้าคุณโชดก ญาณสิทธิเถร ผ่าน goodlifeupdate