มุมใดมีแสง อีกมุมนึงก็จะมีเงา มีคนชื่นชมเรา ก็ย่อมมีคนนินทา

โลกธรรม 8 เราเกิดมาในโลก จะให้เขายกย่อง และสรรเสริญเยินยอทีเดียวก็ไม่ได้ จะให้เขาด่าทั้งวี่ทั้งวันก็คงจะไม่เป็นอย่างนั้น

มันมีได้ทั้งนั้น โลกธรรม 8 มีลาภก็เสื่อมลาภ มียศก็เสื่อมยศ มีนินทา มีสรรเสริญ มีสุข มีทุกข์ จะไม่ให้โลกธรรมเข้ามาหาตัวเองเป็นไปไม่ได้

โลกธรรมมันอยู่ในมวลมนุษย์ชาติ ตั้งแต่พระพุทธเจ้าแท้ๆ ก็ยังถูกด่าถูกว่า คนเดินดินกินผักหญ้าอย่างพวกเราๆ ท่านๆ ทั้งหลาย

จะไม่ให้คนติฉินนินทานั้นเป็นไปไม่ได้ นินทาและสรรเสริญเราต้องทำใจเอาไว้ เรียกว่า โลกธรรม 8 แต่เราต้องการลาภ ต้องการยศ

ต้องการสรรเสริญ ต้องการสุข ตรงกันข้าม เราไม่ต้องการเสื่อมลาภ เสื่อมยศ นินทา ทุกข์ เราไม่ต้องการ

ถ้าเราอยู่ในโลกนี้มันก็ต้องไม่เจอน้อย ก็ต้องเจอมาก พระพุทธเจ้าท่านให้ทำอย่างไร เมื่อโลกธรรมเกิดขึ้นมากับเราแล้ว

อย่ายินดีในส่วนที่ปรารถนา อย่ายินร้ายในส่วนที่ไม่ปรารถนา คือทำใจเอาไว้ ต้องทำใจเอาไว้ แต่เนิ่นๆ เลยว่า

เมื่อเขายกย่องเทิดทูนบูชาในโลกธรรม 8 ที่เราต้องการ อันนี้ ลาภเกิดแก่เรา ยศเกิดแก่เรา สรรเสริญเกิดแก่เรา สุขเกิดแก่เรา

อีกสักวันหนึ่งเท่านั้นนะ ไม่รู้อะไรจะเกิดขึ้น ต้องทำใจเอาไว้ แต่เมื่อเสื่อมลาภ เมื่อเสื่อมยศ เมื่อถูกนินทา เมื่อมีทุกข์

เราก็คิดเอาไว้ว่า เราถูกสรรเสริญเยินยอมาก็มากแล้ว แต่บัดนี้โลกธรรมฝ่ายต่ำกระหน่ำเรา ก็ต้องธรรมดาโลก

อันนี้ ข้าพเจ้าจะไม่ยินดีทั้ง 2 เงื่อน รู้เท่าทั้ง 2 เงื่อน ถ้าข้าพเจ้าเกิดมาอยู่ในโลก เวียนว่ายต ายเกิดอยู่ในโลกวัฏสงสาร

ข้าพเจ้าจะหนีไม่พ้นทั้ง 2 เงื่อนนี้ ทั้งนินทา ทั้งสรรเสริญ ทั้งมีลาภ เสื่อมลาภ มียศ เสื่อมยศ ทั้งสุข ทั้งทุกข์

มันต้องเจอกันด้วยกันทั้งนั้น เพราะฉะนั้น พระพุทธเจ้าท่านมองดูแล้ว โลกอันนี้มันไม่น่าอยู่ น่าเบื่อหน่ายเหลือเกิน มีแต่เรื่อง หาเรื่อง หาราวใส่กัน

เพราะฉะนั้น พระองค์จึงพิจารณาดูใจของพระองค์ ชำระใจของพระองค์ ไม่ให้ยินดี ไม่ให้ยินร้าย ในเรื่องทั้งหลายทั้งปวง

ปล่อยวาง ไม่ยึดมั่น ไม่ถือมั่น จิตใจของพระองค์ก็หลุดพ้นจากอาสวะกิเลส ไม่มาเวียนว่ายต ายเกิดในวัฏสงสารอีกเป็นอนันตกาล