รวยก่อน ไม่ได้แปลว่า รวยกว่า สำเร็จช้า ไม่ได้แปลว่า ไม่สำเร็จ

รวยก่อน ไม่ได้แปลว่า รวยกว่า สำเร็จช้า ไม่ได้แปลว่า ไม่สำเร็จ

รวยจน ต่างกันแค่ 2 บาท ฟังแล้วบางคนอาจรู้สึกขบขันในความเป็นไปไม่ได้

บางคนได้ยินแล้ว อยากรู้จักความหมาย และอยากรู้ว่าเป็นไปได้อย่างไร

รวยจนต่างกันแค่ 2 บาท สะท้อนพฤติกรรมที่ทำให้เกิดความรวยความจน

สมมุติว่ามีเงินอยู่ 100 บาท คนที่ใช้จ่ายเกินตัวต้องกู้ยืมเขามาใช้เพิ่มเติม

ก็อาจใช้เงิน 101 บาท ส่วนคนอยู่กินต่ำกว่าฐานะ ก็อาจใช้จ่ายแค่ 99 บาท

ระหว่าง 101 บาท กับ 99 บาท จึงต่างกันอยู่ 2 บาท ซึ่งเป็นส่วนแตกต่างของคนมีหนี้ กับมีเงินออม

การมีเงินออม เป็นในว่าเป็นบันไดไปสู่ความร่ำรวย ในขณะที่การมีหนี้เป็นเส้นทางสู่ความยากจน

ดังนั้น 2 บาท ดังกว่าจึงเป็นความแตกต่างระหว่างความรวยและความจน

และเป็นสัญลักษ์แตกต่างของพฤติกรรมมนุษย์ นั้นก็คือการออมทรัพย์ได้ กับออมทรัพย์ไม่ได้

การออมทรัพย์ได้ คือมีเงินเหลือหลังจากค่าใช้จ่าย ส่วนการออมทรัพย์ไม่ได้ คือใช้เงินหมด ไม่เหลือ

และถ้าหนักหนากว่านั้นคือกู้เงินเพิ่มเติม เพื่อมาใช้จ่ายอีกด้วย

อย่างหลังนี้เท่ากับว่าเอารายได้ที่อาจจะได้ในอนาคตมาใช้จ่ายในปัจจุบันไปก่อน

คนที่ออมทรัพย์ได้ คือ คนที่อยู่กินต่ำกว่าฐานะ กล่าวคือ ถึงมีรายได้ระดับหนึ่งแต่ก็ไม่ใช้ไปทั้งหมด

ซึ่งอาจจะทำได้ตามฐานานุภาพ แต่ก็ไม่ทำ กลับเก็บเงินส่วนที่เหลือเป็นเงินออมไว้

เพื่อเอาไปลงทุน ให้มันงอกเงยขึ้น คนที่ออมทรัพย์ไม่ได้ อาจอยู่ในฐานะ ต้องกินอยู่ตามฐานะ

คือมีเท่าใด ก็ใช้ไปให้หมด ซึ้งทำให้ไม่มีเงินออม หรืออาจอยู่ในฐานะ กินอยู่เกินกว่าฐานะ

กล่าวคือ มี 100 บาท แต่ใช้ 101 บาท ที่เป็นจริงอาจไม่ใช่ 101 บาท แต่เป็น 200 บาท

โดยส่วนที่เกินไปนั้นมาจากการกู้ยืม ซึ่งทำให้การบริโภคมีต้นทุนสูงขึ้นไปอีก

เพราะต้องจ่ายดอกเบี้ยสำหรับการกู้ยืม เกิดความเสี่ยงเพิ่มขึ้นจากการใช้หนี้สิน

ด้วยการต้องเอารายได้ในอนาคตที่อาจเกิดขึ้น หรืออาจไม่เกิดรายได้ขึ้น แต่ต้องนำเงินมาใช้หนี้

เงินที่ใช้เอาจากอนาคตมาใช้แล้ว รวยจนต่างกันแค่ 2 บาท จึงเตือนใจให้นึกถึงพฤติกรรมการใช้จ่ายของแต่ละคน

และผลพวงที่เกิดตามมา ซึ่งจะเป็นบวกหรือลบ ล้วนขึ้นอยู่กับความสามารถในการบังคับใจตนเองของเจ้าของเงินนั้น