ระงับความโกรธ ด้วยวิธีง่ายๆ ทำตามนี้เห็นผลทันที

ระงับความโกรธ ด้วยวิธีง่ายๆ ทำตามนี้เห็นผลทันที

วิธีที่อาตมภาพใช้ระงับความโกรธอยู่ทุกวันนี้ก็คือ “ทันทีที่กระทบก็ให้ธรรมกระเทือน” นั่นคือถ้าเริ่มรู้สึกว่ากรุ่นๆ ฉุนเฉียวขึ้นมาปุ๊บ เอาสติไปจับจ้องตรงอาการกรุ่นๆ ฉุนเฉียวนั้น เพราะสติไปอยู่ตรงนั้น ความโกรธมันจะขี้อายมาก มันจะถอยห่างจากไปทันตา

สิ่งนี้อาตมภาพฝึกมาจนกระทั่งว่า ทุกวันนี้สามารถจัดการความโกรธได้ ในระดับที่เรียกว่าน่าพอใจทีเดียว ก่อนหน้านั้นอาตมภาพเคยเป็นคนโกรธง่าย ฉุนเฉียว ใครพูดอะไร ไม่ถูกหูจะทะลุกลางปล้อง

แต่ครั้งหนึ่งหลังจากที่อาตมภาพผ่านการอบรม วิปัสสนากรรมฐานเข้มเรียบร้อยแล้ว นับแต่นั้นมาจนถึงทุกวันนี้เป็นเวลากว่าสิบปี อาตมภาพสามารถพลิกตัวเองไปเป็นคนอีกคนหนึ่งได้อย่างสบาย

สามารถทนต่อความโกรธของคนอื่น ทนต่อความโง่ของคนอื่น ทนต่อความฉลาดของคนอื่น โดยไม่มีอาการตีโพยตีพายหรือทะลุกลางปล้องอีก สามารถฟังคำวิพากษ์วิจารณ์ได้อย่างสงบเย็น

และสังเกตดูปฏิกิริยาของตัวเองได้อย่างสงบ เพราะทุกครั้งที่ความโกรธเกิดขึ้น แทนที่จะรอรวมตัวเป็นหนึ่งเดียวกันกับความโกรธ เราเป็นฝ่ายเห็นความโกรธเสียก่อน วิธีปฏิบัติอย่างนี้ อาตมภาพตั้งชื่อว่า “ปฏิบัติอย่างเห็นมันก่อน”

เพราะถ้าเราไม่เห็นมันก่อนเราก็จะเสร็จมันก่อน นั่นคือ “ถ้าใจเราโกรธปุ๊บ เอาสติไปดูใจ พอเอาสติไปดูใจ ความโกรธก็หายไป เพราะใจของเรานั้นรับอารมณ์ได้ทีละเรื่อง สติอยู่ตรงไหนความโกรธก็หายไป ณ ตรงนั้น นี่เป็นวิธีปฏิบัติที่ลัดสั้นที่สุด ทำที่นี่เดี๋ยวนี้ได้ผลทันที”

ไม่มีขั้นตอนอะไรมากมาย แต่สำหรับคนทั่วไปซึ่งไม่เคยฝึกดูใจมานั้น อาตมาขอแนะนำว่าทันทีที่คุณโกรธ

1. ควรพาตัวเองออกจากสภาพแวดล้อมที่โกรธนั้นให้เร็วที่สุด

2. งดการพูดทุกถ้อยกระทงความ เพราะถ้าคุณพูด สิ่งที่ไม่ควรพูดจะหลุดออกจากปาก

3. งดการตัดสินใจทันที คนที่ตัดสินใจในนาทีที่มีความโกรธครอบงำกลุ้มรุมหัวใจนั้น การตัดสินใจจะด้อยประสิทธิภาพและเต็มไปด้วยอคติ

4. พาตัวเองเดินไปล้างหน้าล้างตา เพื่อเรียกสติ

5. ควรหาอะไรสักอย่างหนึ่งมาทำ เพื่อเป็นการถ่ายเทพลังความโกรธ ให้ไปอยู่ที่เนื้องาน

6. หางานอดิเรกมาทำ เพราะงานอดิเรกนั้นมักจะเป็นงานที่เรารัก พออยู่กับงานที่เรารัก จิตใจก็เริ่มแช่มชื่นเบิกบาน ฟื้นคืนกลับมาเป็นจิตใจที่มีประสิทธิภาพแล้ว

7. ขั้นสุดท้าย ฝึกเจริญสติที่เรียกกันว่า “เมตตาพรหมวิหาร” คือ ฝึกตื่นรู้ดูใจไปพร้อมๆ กันนั้นก็ฝึกมองคนที่เราโกรธ ว่าเขาก็เป็นเพื่อนมนุษย์เช่นเดียวกันกับเรา ปลูกฝังเมตตาภาวนาอยู่เสมอ พร้อมๆ กับที่ฝึกตื่นรู้ดูใจ

หากทำได้ถึงขั้นที่ 7 แล้ว ความทุกข์จากความโกรธจะไม่มาแผ้วพานเราอีกเลย และทุกครั้งที่ความโกรธมาเยือน เราก็สามารถพลิกความโกรธเป็นเมตตาได้ตลอดไป

การที่คนยังไม่สามารถสละความโกรธออกได้ เพราะคิดว่าตัวเองไม่ได้รับความยุติธรรม จึงพยายามเรียกร้องหาความยุติธรรมให้ตัวเอง เมื่อพยายามเรียกร้องหาความยุติธรรมให้ตัวเอง ก็ไม่สามารถปล่อยวางความโกรธได้

กลายเป็นว่าในขณะที่เขากำลังพยายามหาความยุติธรรมให้ตัวเองนั้น เขาได้สร้างความอยุติธรรมให้ใจของตัวเองเรียบร้อยแล้ว เห็นไหม นั่นแหละจึงเป็นรากฐานของการผูกโกรธ

คือเราคิดว่าเราไม่ได้รับความเป็นธรรม จึงไปโกรธตอบ เพื่อให้คนนั้นได้รับผลแห่งการกระทำที่สาสมที่สุด แท้ที่จริงคนสองจำพวกนี้ไม่มีใครเป็นฝ่ายชนะ เป็นคนแพ้ทั้งคู่

ฝ่ายหนึ่งโกรธคนอื่น หรือกระตุ้นให้คนอื่นโกรธ ก็แพ้ที่ไม่สามารถควบคุมตัวเองได้ ฝ่ายหนึ่งไปโกรธตอบ ด้วยอาการที่อยากเรียกร้องความเป็นธรรมให้เกิดขึ้นกับตัวเอง

ก็แพ้ใจตัวเองทั้งฝ่ายที่กระตุ้นให้โกรธ และฝ่ายที่โกรธ สุดท้ายทั้งคู่ก็แพ้อย่างราบคาบ ให้แก่กิเลสที่ชื่อความโกรธเหมือนกัน

ที่มา หนังสือรักแท้คือกรุณา ว.วชิรเมธี