ลูกจ๋ารู้ไหม ทำไมน้ำตกถึงสวย

ลูกจ๋ารู้ไหม ทำไมน้ำตกถึงสวย

พ่อ : รู้มั้ยลูกทำไมน้ำตกถึงสวย

ลูก : ก็เพราะมันเป็นน้ำตกไงคะพ่อ

พ่อ : ไม่ใช่หรอกลูก ที่น้ำตกสวยน่ะ เพราะน้ำตกไม่ยอมเก็บน้ำไว้ในชั้นของตัวเองต่างหาก

ลูก : หมายความว่าไงคะพ่อ

พ่อ : ลูกสังเกตไหมล่ะว่า เวลาน้ำตกตกลงมาจากชั้นหนึ่งแล้ว

น้ำนั้นก็จะถูกส่งต่อลงไปอีกชั้นหนึ่งทันที เพราะวิธีนี้ที่น้ำตกไม่เห็นแก่ตัว

แต่ยอมส่งน้ำที่ตกมาจากชั้นอื่น แล้วส่งต่อกันไปเรื่อยๆ อย่างนี้ น้ำตกถึงสวย และน้ำตกจึงยังคงเป็นน้ำตกที่มีเสน่ห์ไงละ

ข้อคิดจากเรื่องนี้ อย่าลืมน่ะลูก ถ้าลูกอยากให้ตัวเองเป็นคนที่น่ารัก ลูกควรจะเป็นอย่างน้ำตกหากมีสิ่งดีๆ

ตกมาถึงตัวลูกอย่าเก็บสิ่งดีๆ นั้นไว้คนเดียวลูกต้องเรียนรู้ที่จะแบ่งปันออกไปให้มากที่สุด

มีก็แต่คนที่ “ให้” ออกไปเท่านั้นแหละลูกจึงจะเป็นคนที่ “ได้รับ” อย่างแท้จริง

การให้เป็นสิ่งที่ทุกคนต่างมองว่าเป็นเรื่องที่ดี แล้วการให้แบบไหนล่ะ ถึงจะเรียกว่าการให้อย่างสมบูรณ์และได้ความสุขที่แท้จริง?

คำตอบสั้นๆ ก็คือการให้โดยไม่หวังผลตอบแทน การให้สามารถเป็นได้ทั้งวัตถุหรือของที่จับต้องได้

หรือแม้กระทั่งสิ่งที่เราไม่สามารถมองเห็นได้ ซึ่งเป็นการถ่ายทอดความรู้สึกดีๆ ให้กันและกันนั่นเอง

ในบทความนี้เรามาดูกันว่าประโยชน์ของการให้มีอะไรบ้าง

1. ได้รับความสุข และความอิ่มเอมใจ

แน่นอนว่า ความสุขของคนเรา ต่างมีรูปแบบที่หลากหลาย และระดับที่ต่างกัน

แต่การที่เรามอบอะไรให้ใครสักคน ในบางครั้งในฐานะที่เราเป็นคนให้ อาจเป็นคนที่มีความสุขมากกว่าคนที่ได้รับเสียอีก

มันเป็นความสุขที่มากกว่าการได้กินของอร่อย หรือได้ไปเที่ยวในที่ๆ อยากไป

ความสุขจากการให้ มองว่าเป็นความสุขที่หาซื้อที่ไหนไม่ได้ เพราะเป็นความสุขที่เราสร้างจากตัวเราเอง

โดยไม่ต้องลงทุนอะไรเลย เช่น สุขจากการที่ให้สิ่งของ เช่น เงินทอง เสื้อผ้า อาหาร

หรือความสุขทางใจ ก็อย่างเช่น ให้อภัย ให้ความรัก ความช่วยเหลือ กำลังใจ หรือการเสียสละ เป็นต้น

2. รู้จักใจกว้าง และเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่มากขึ้น

การให้สามารถทำให้เรากลายเป็นคนใจกว้างมากขึ้น และยังทำให้ความตระหนี่ถี่เหนียว ในใจเราน้อยลง

เมื่อเรามอบอะไรที่อาจจะเป็นสิ่งเล็กๆ น้อยๆ แต่บางที่ก็มีความหมายและมีค่าสำหรับคนๆ

นั้นหรือแม้กระทั่งสามารถช่วยต่อลมหายใจให้พวกเขาได้มีกำลังใจที่จะใช้ชีวิตต่อไปได้

ความเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่เป็นสิ่งที่มนุษย์คนเราทุกคนควรมี เมื่อพบคนอื่นที่เขาด้อยโอกาส

หรือคนที่เขาต้องการความช่วยเหลือจริงๆ เราก็พร้อมที่จะยื่นมือเข้าไปช่วย และมองว่าสิ่งนี้

จำเป็นต้องให้ความสำคัญและตระหนักให้มากๆ เพราะมีส่วนทำให้สังคมน่าอยู่และอยู่ร่วมกันอย่างมีสันติสุขอีกด้วย

3. รู้จักเห็นอกเห็นใจคนอื่น

การเห็นอกเห็นใจก็เป็นสิ่งที่สำคัญในการอยู่ในสังคม มันสามารถลดความแตกแยกหรือความขัดแย้งน้อยลงได้

และสร้างความเป็นมิตรไม่ตรีต่อกันได้ ซึ่งการเห็นอกเห็นใจเรียกว่า “empathy”

เป็นการเอาใจเขามาใส่ใจเราโดยที่เราเข้าไปอยู่ในมุมของเขาและเข้าใจเขาอย่างแท้จริง

และยังช่วยทำให้เรามีมิตรภาพที่ดีและปรองดองกับผู้อื่นได้ง่ายขึ้น

ความเห็นแก่ตัวเป็นพื้นฐานที่ทำให้เราไม่รู้จักการให้ ขาดมิตรภาพ หากเรามีความเห็นอกเห็นใจกัน

รู้จักมีเมตตา จะทำให้เราเห็นคุณค่าของคนอื่นและเข้าใจคนอื่นมากขึ้น และทำให้เรากลายเป็นคนมีคุณธรรม

เกิดความสุขสงบในจิตใจมากขึ้นอีกด้วย ผมแนะนำให้อ่านบทความเรื่อง ความเห็นอกเห็นใจ (Empathy)

ของผมเพิ่มนะครับ จะอธิบายเรื่องทักษะการเห็นอกเห็นใจผู้อื่นในรูปแบบต่างๆ ไว้

4. รู้จักการเสียสละและแบ่งปัน

การเสียสละเป็นการให้ที่ยิ่งใหญ่ เป็นการมองเห็นประโยชน์ต่อผู้อื่นมากกว่าตนเอง การเสียสละนั้นมีหลายแบบ

เช่น เสียสละสิ่งของที่ตนเองมีหรือเสียสละความรู้สึกที่เป็นความสุขต่อตนเองแล้วมอบให้กับคนอื่น

เพราะคนที่เสียสละมองว่ามันดีกว่าและเป็นประโยชน์มากกว่า หรือแม้กระทั่งการเสียสละชีวิตหรืออวัยวะเพื่อรักษาอีกชีวิตหนึ่งไว้

เมื่อเกิดเหตุการณ์ทุกข์ยากลำบากในสังคม การเสียสละเป็นสิ่งสำคัญที่จะทำให้สังคมดำเนินต่อไปได้

เช่น เกิดสภาวะน้ำท่วม ความแห้งแล้ง หรือเหตุการณ์ที่เราไม่คาดคิด เราสามารถช่วยเหลือผู้คนที่เจอกับสภาวะเหล่านี้

โดยการเสียสละสิ่งของที่เราพอจะช่วยได้และสิ่งนั้นต้องไม่ทำให้เราเดือดร้อนด้วย หากเราไม่มีสิ่งของหรือเงินทองมากพอ

เราก็สามารถให้กำลังใจหรือความรู้สึกดีๆ ให้กันและกัน เพื่อให้เขามีรอยยิ้มและมีแรงฮึดสู้กับสภาวะที่เจออยู่ก็ได้

5. เกิดความสันติสุข สามัคคีในสังคม

ความสงบหรือความสันติที่จะเกิดขึ้นได้ในสังคมนั้น ทั้งหมดต้องเกิดขึ้นจากคนในสังคมต้องร่วมมือร่วมใจกัน

รู้จักการให้และแบ่งปัน อยู่กันด้วยความเอื้ออาทร หวังดีต่อกันนั่นเอง เพราะถือเป็นพื้นฐานของความสันติ

และสามัคคีในสังคม หากเราอยู่กันด้วยความขัดแย้ง ความแตกแยก ไม่รู้จักการให้อภัยกัน ฉันใดก็ฉันนั้น สังคมก็เกิดความวุ่นวาย

6. ได้รับการช่วยเหลือหรือสิ่งที่ตอบแทนโดยไม่คาดคิดหรือไม่คาดหวังมาก่อน

บางทีการที่เราให้หรือช่วยเหลือใครสักคนโดยไม่คาดหวังอะไรเลย เราอาจจะได้ในสิ่งที่เราไม่คาดคิดก็ได้

ปัจจุบันก็มีข่าวให้เห็นเกี่ยวกับการช่วยเหลือคนอื่น เพียงแค่ต้องการให้คนอื่นพ้นทุกข์ เกิดความสบายใจมากขึ้น

เช่น ข่าวที่มีของมีค่าหายบนรถแท็กซี่ คนขับรถก็นำส่งถึงมือเจ้าของ และได้รับสินน้ำใจเล็กๆ น้อยๆ โดยที่เขาไม่คิดว่าจะได้

อย่างไรก็ตามไม่ได้สนับสนุนให้ทุกคนต้องทำสิ่งนี้แล้วจึงจะได้มา เราสามารถเลือกที่จะปฏิเสธไม่รับไว้ก็ได้

เพราะความสุขที่มากกว่าสิ่งที่ได้รับมาในรูปแบบของเงินทองคือความสุขที่เกิดขึ้นภายในใจ

ทุกครั้งที่เรานึกถึงจะเกิดความสุขใจและเป็นความทรงจำที่ดีกับตัวเราตลอดไป

7. เป็นการสร้างคุณค่าให้กับตัวเอง

คุณค่าในตัวเราสามารถสร้างขึ้นได้จากการทำในสิ่งที่ดีและเป็นประโยชน์ต่อคนอื่น สังคมและประเทศชาติ

การให้ก็เช่นกันถือว่าเป็นการสร้างคุณค่าและเป็นสิ่งที่มีความหมายต่อชีวิตของคนที่รู้จักการให้

เพราะเป็นคุณธรรมพื้นฐานของคนที่เป็นคนดี และสามารถเป็นได้ทั้งที่รักของคนอื่นและถูกยอมรับจากคนในสังคมอีกด้วย

เมื่อเราเห็นคุณค่าในตัวเอง จะทำให้เรามีความเชื่อมั่นและภูมิใจในตัวเอง

เพราะฉะนั้นจึงอยากให้เราทุกคนตระหนักในการให้และช่วยเหลือคนอื่นเท่าที่จะทำได้

เราจะรู้สึกเองว่าชีวิตของเรามีความหมายและเป็นแรงขับเคลื่อนให้เราอยากทำอะไรดีๆ มากขึ้นในทุกวัน

8. ใช้ชีวิตเต็มไปด้วยรอยยิ้ม เครียดน้อยลง

การให้เป็นพลังบวกอย่างหนึ่งที่ทำให้คนเรามีความสุขและมีรอยยิ้มได้ในทุกวัน

รอยยิ้มเราอาจจะไม่ใช่แค่มอบหรือได้รับสิ่งของหรือวัตถุ แต่เป็นรอยยิ้มที่เกิดจากการให้มิตรภาพ

การให้อภัย การให้เกียรติและเคารพกัน หรือแม้กระทั่งการให้ความรู้

หรือสิ่งที่ทำให้คนอื่นนำไปใช้แล้วเกิดประโยชน์ในชีวิต สิ่งเหล่านี้แหละที่ทำให้เกิดรอยยิ้มได้โดยไม่เสียเงินเลยสักบาท

นอกจากนี้การให้ยังสามารถนำมาสู่การมีสุขภาพจิตที่ดีได้ เพราะช่วยลดความเครียด

ความซึมเศร้า และความวิตกกังวลน้อยลง ได้มิตรภาพหรือเพื่อนใหม่ๆ เพิ่มขึ้น และเกิดความสุขทั้งตนเองและผู้อื่นอีกต่างหาก

9. พบความหมายของการมีชีวิตอยู่

นิยามความหมายของการมีชีวิตอยู่ของแต่ละคนนั้นแตกต่างกัน แต่การให้ก็ถือว่ามีส่วนทำให้เราพบความหมายในชีวิตมากขึ้น

เพราะเกิดจากการที่เรารู้จักแบ่งปันและช่วยเหลือคนอื่นโดยไม่หวังผลตอบแทน

อีกอย่างยังทำให้เราฝึกลดกิเลสหรือความอยากในใจได้ด้วย เมื่อเรารู้จักสละออก

เราจะรู้สึกได้เองว่ามันเบาสบายขึ้นและสุขมากกว่าที่เกิดจากการได้กิน ได้นอน ได้เที่ยวนั่นเอง

การมีชีวิตอยู่อย่างมีความหมาย มองว่าควรเป็นการทำอะไรที่สร้างสรรค์ เป็นสิ่งที่ดีหรือแรงบันดาลใจให้กับคนอื่น

เช่น การสละเวลาของตนเองหรือใช้เวลาว่างเพื่อไปทำกิจกรรมจิตอาสาหรือกิจกรรมสาธารณประโยชน์ เป็นต้น

10. เป็นประโยชน์และมีคุณค่าต่อคนอื่น

เมื่อเราช่วยเหลือหรือแบ่งปันบางสิ่งบางอย่างให้กับคนอื่น บางทีเราอาจะไม่ได้คิดว่ามันเป็นสิ่งที่ยิ่งใหญ่อะไรขนาดนั้น

แต่มันอาจจะมีประโยชน์หรือมีคุณค่าทางจิตใจต่อชีวิตคนๆ นึงได้เหมือนกัน เพราะเขาอาจจะไม่เคยได้รับสิ่งนั้นเลย

มันทำให้พวกเขาเหล่านั้นรู้สึกซาบซึ้งและขอบคุณคนที่มอบให้กับพวกเขา

สิ่งที่เชื่อว่าเป็นประโยชน์และมีคุณค่าต่อคนอื่น เช่น การที่เรามอบความรู้แก่เด็กที่ด้อยโอกาส

หรือโรงเรียนที่ห่างไกลความเจริญ การมอบหนังสือ เสื้อผ้า อาหารแก่คนที่ยากจนหรือคนที่ไม่สามารถหาเลี้ยงตัวเองได้

หรือแม้กระทั่งตุ๊กตาหรือของเล่นแก่เด็กที่ไม่มีโอกาสได้รู้จักหรือสัมผัส มันอาจจะเป็นอะไรที่มหัศจรรย์และมีค่าต่อเขามากๆ

ก็อาจจะเป็นไปได้ เพราะระดับคุณค่าการได้รับของคนเราไม่เท่ากัน บางคนอาจได้เท่านี้ก็พอแล้วหรือบางคนอาจอยากได้มากกว่านี้นั่นเอง

การให้คือ การสละออกหรือการแบ่งปันให้แก่คนอื่นๆ เพื่อได้รับสิ่งๆ นั้น และการให้บางสิ่งบางอย่างแก่ใครสักคน

เราต้องคิดแล้วว่าสิ่งที่ให้ไปมันเป็นสิ่งที่ดีและมีประโยชน์ต่อคนที่เรามอบให้ อีกทั้งมันยังนำไปสู่ความสุขแก่บุคคลเหล่านั้นได้อีกด้วย

มองว่าการให้เป็นพื้นฐานของการอยู่ร่วมกันอย่างร่มเย็นเป็นสุขของคนในสังคม และยังช่วยสร้างความปรองดอง

ความสามัคคีและมิตรภาพที่ดีงามต่อคนในสังคมอีกด้วย