อย่ามัวแต่เสี่ยงโชค โดยไม่ได้สร้างเหตุแห่งโชคนั้น

อย่ามัวแต่เสี่ยงโชค โดยไม่ได้สร้างเหตุแห่งโชคนั้น

ใครๆ ก็อยากมีโชควาสนา แล้วโชควาสนานั้นเกิดจากสิ่งใด

1. เกิดจากการแสวงหา

วิธีทำมาหากินมีมากมายให้เราศึกษาเรียนรู้ แค่เรามีความมุ่งมั่น สนใจ ใฝ่ฝัน

เช่น ผู้ชายคนหนึ่งแม่เขามีอาชีพขายของในตลาด ส่วนเขาลองขายทุกอย่าง แล้วมาหยุดที่ขายน้ำ

สร้างแฟรนไชส์ ตีตลาดไปถึงเมืองนอก ซึ่งก็เกิดจากการแสวงหาทั้งสิ้น

2. เกิดจากบุญเก่า

คำว่าบุญเก่า หมายถึง สิ่งที่ดีงามเป็นกุศลที่เราเคยสร้างเอาไว้ แล้วมาส่งผลให้เราเสวยในบุญนั้น

จิตวิญญาณทั้งหลาย ที่ได้มาเกิดเป็นมนุษย์นั้น ล้วนมาเกิดได้เพราะมีบุญเก่า

แต่หลายคนเมื่อมีชีวิตที่ลำบาก ต่างก็ไปคิดเอาเพียงแต่ว่า เพราะตนมีกรรมเก่าที่หนัก

เป็นวิบากมาส่งผลให้เสมอ แต่กลับไม่เคยคิดว่า ถ้ามีบุญเก่าไม่มากพอจะได้กลับมาเกิดเป็นมนุษย์ได้อย่างไร

คำว่า มองโลกให้มองต่ำ หมายความว่า ในโลกนี้ยังมีคนที่ลำบากกว่าเราอีกมากมาย

แต่เราเองกลับไม่เคยหันไปมอง จะว่าไป คนที่ฐานะยากจนที่สุดในเมืองไทย

ยังมีฐานะความเป็นอยู่ และสุขอนามัยดีกว่าคนยากจนในบางประเทศ

ในโลกเสียอีก ผมจึงพูดเสมอว่า คนไทย ไม่ได้เป็นคนจนเลย

3. เกิดจากการสละทานอุทิศให้

คนเราที่มีชีวิตอยู่ในโลกนี้ มิได้อยู่โดยลำพังเพียงคนเดียว ย่อมมีพ่อแม่ พี่น้อง ญาติ มิตร

สหาย ข้าทาส บริวาร และบุตรภรรยา สามีด้วยกันทั้งนั้น การที่เราจะอยู่ร่วมกับคนเหล่านั้นด้วยความสุข

และเป็นที่รักของคนเหล่านั้น นอกจากจะต้องเป็นคนดี มีเมตตากรุณา มีสัมมาคารวะต่อผู้ที่ควรคารวะ

พูดวาจาอ่อนหวานแล้ว ยังต้องอาศัยความมีใจเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ อุดหนุน เจือจานกันเป็นเครื่องผูกใจคน

เหล่านั้นด้วย ผู้ขอบ่อยๆ ย่อมเป็นที่รังเกียจของผู้อื่นฉันใด ผู้ให้ก็ย่อมเป็นที่รักของผู้อื่นฉันนั้น

ด้วยเหตุนี้ การให้จึงเป็นการผูกน้ำใจผู้อื่นไว้ได้ประการหนึ่ง ปกตินั้นคนเรามักจะมีความตระหนี่

หวงแหนอยู่เป็นประจำใจ ยากนักที่จะหยิบยื่นสิ่งใดให้แก่ใครๆ ได้โดยง่าย เพราะฉะนั้น คนที่สามารถหยิบยื่นของๆ ตน

ให้แก่ผู้อื่นได้นั้น นับว่าน่าสรรเสริญอย่างยิ่ง ถ้ารู้จักให้เสียครั้งหนึ่งแล้ว ก็ไม่ยากเลยที่จะให้ในครั้งต่อๆ ไป

ส่วนทานชนิดใดเป็นปัจจัยให้ไม่ต้องเกิดอีก ทานชนิดนั้นชื่อว่ามีผลมากด้วย มีอานิสงส์มากด้วย

เพราะทำให้หมดจดจากกิเลส ฉะนั้นคำว่า “อานิสงส์มาก” ในที่นี้ จึงหมายถึง

การหมดจดจากกิเลสทั้งปวง ไม่ต้องเกิดอีก อย่ามัวแต่เสี่ยงโชค โดยไม่ได้สร้างเหตุแห่งโชคนั้น

คนที่มองโลกในแง่ดี ใช่ว่าจะไม่มีปัญหาให้กลัดกลุ้ม ทุกอย่างก็ขึ้นอยู่ที่ผลแห่งทานด้วย

ควรรู้ปัจจุบันขณะของจิต แค่รู้ว่าอะไรควรหนักอะไรควรเบา อะไรควรคิดอะไรไม่ควรคิด

ใช้ประสบการณ์ และความผิดพลาดมาอุดจุดบอดในใจ

ใช้อุปสรรค และความทุกข์ยากมาเสริมตนเองให้กล้าแกร่ง

ใช้การมองโลกในแง่ดี และยอมรับกับความจริงที่เกิดขึ้นเยียวยารักษาบาดแผลในใจ

อย่าเพ่งจิตจมปลักอยู่กับการมองโลกในแง่ร้าย ในเมื่อได้พยายามแล้ว มันย่อมมีความหวัง

ช่องว่างที่ห่างไกลที่สุดของคนเราไม่ใช่ต ายจาก แต่เพราะ “ไม่หวังดีต่อกันอีกแล้ว”

ที่สุดของความเจ็บปวดไม่ใช่เพราะสูญสิ้นทุกสิ่ง แต่เพราะ “ไม่รักษาบุญสัมพันธ์”

ที่สุดของความจนใจไม่ได้อยู่ที่อนิจจังกำลังจะมาเยือน แต่เพราะ “หยิบยื่นน้ำใจให้แก่คนที่ไม่มีจิตสำนึกคุณ”

หลายครั้ง ที่มิตรภาพถูกทำลายลง เพราะเรื่องขี้หมูราขี้หมาแห้ง ซึ่งไม่ใช่เรื่องใหญ่อะไรเลย

จำไว้นะพวกเรา เรื่องด้อยค่าบางเรื่องก็อย่าไปให้ราคากับมันมากนัก

หาเราศึกษาการหลุดพ้น ตามแบบพุทธศาสนา เราจะเห็นเรื่องนี้ไม่ใหญ่เลย

คำว่า “เรา” หรือความรู้สึกว่า “ตัวเรา” นั้น เป็นความรู้สึกของกิเลส

ที่เป็นเหมือนโคลนที่เข้ามาหุ้มห่อตัวเรา ที่เราได้ล้างออกเรื่อยๆ จนหมดสิ้นไปแล้ว

ความรู้สึกว่า เรา หรือ อุปาทาน นั้น ไม่มีแล้ว เท่ากับซี่กรงหักหมดแล้ว

เราจึงออกมานอกกรงได้ เรียกว่าจิตหลุดออกมาได้ หรือจิตพ้นจากอุปาทาน เท่านั้นเอง หาใช่ “ตัวเรา” ไม่

จิตนั้น ก็ไม่ใช่ตัวเรา เพราะจิตนั้นไม่มีความยึดถือตัวมันเองว่า “ตัวเรา”

จึงได้หลุดออกมาได้ ท่าน(พระพุทธเจ้า)จึงตรัสว่า การหลุดพ้นนั้นมีแล้ว

แต่ตัวผู้หลุดพ้นหามีไม่ นี่แหละ คือการหลุดพ้นตามแบบของพุทธศาสนา

การหลุดพ้นตามแบบของพุทธศาสนานั้น เราที่เป็นพุทธบริษัท

จะต้องเข้าใจให้ดีๆ ย่อมเป็นการหลุดพ้นอย่างเด็ดขาด

ไม่มีเยื่อใยของอุปาทานเหลืออยู่ แม้แต่เล็กน้อย

การหลุดพ้นที่ไม่เด็ดขาด ยังมีอุปาทานเหลืออยู่บ้าง โดยไม่รู้สึกตัว

นั้นเป็นการหลุดพ้นของพวกอื่นเขา หาใช่ของพุทธศาสนาไม่

การหลุดพ้นชนิดนั้น หลุดพ้นแต่เพียงจากความยึดถือที่หยาบๆ

ไม่สามารถหลุดพ้นจากความยึดถือชั้นละเอียด จะต้องทำการปฏิบัติต่อไปอีกขั้นหนึ่ง

จึงจะเป็นการบรรลุถึง “นิพพาน” การพูดว่า “ตัวเรา” ในขั้นนี้ ถ้ามีพูด ก็สักแต่ว่าพูด

เพราะไม่มีคำ (อื่น) จะพูดเท่านั้น หาได้มีความยึดถือ กอดรัดเอาสิ่งที่บริสุทธิ์นั้นมาเป็น “ตัวเรา” อีกก็หาไม่

จิตที่หลุดพ้นจากความยึดถือก็หมดทุกข์ เพราะทุกข์มีอยู่ที่จิต จิตที่มีความยึดถือเท่านั้น