เกิดเป็นมนุษย์นั้น มีโอกาสทำบุญทำกุศลได้ทุกอย่าง

ความจริงการเกิดเป็นมนุษย์นั้นมีโอกาสทำบุญทำกุศลได้ทุกอย่าง แม้การที่จะบรรลุเป็นพระสัพพัญญูพุทธเจ้า ก็ต้องเป็นมนุษย์

หากเกิดเป็นเทวดา ไม่สามารถเป็นพระพุทธเจ้าไม่ได้ ภพอื่นมีไม่ครบเหมือนภพมนุษย์ มนุษย์เป็นที่ประชุมใหญ่มีทั้งคนดี และคนชั่ว

มนุษย์ใจสูงกล้าหาญ มีทั้งคนดี และคนร้าย ดีที่สุดที่พระนิพพาน ชั่วที่สุดที่อเวจี นี้เป็นฝ่ายอกุศล มรรคผลก็อยู่ชั้นมนุษย์ ครบทุกอย่าง

มีทุกข์ สมุทัย นิโรจน์ และมรรค ภพอื่นไม่มีครบ ไม่เหมือนภพมนุษย์ เพราะเหตุนี้เทวดาต ายแล้วจึงอยากเกิดเป็นมนุษย์ เพื่ออะไรมาฟังกันครับ

เหตุใดเทวดาต ายแล้วจึงอยากเกิดเป็นมนุษย์ มีคนถามว่า เคยได้ยินว่า เทวดาเมื่อต ายแล้วก็ปรารถนาเกิดเป็นมนุษย์จริงหรือไม่

ที่เห็นส่วนมากมนุษย์เราต ายแล้ว ก็ปรารถนาจะเป็นเทวดากันทั้งนั้น เหตุใดเทวดาจึงปรารถนาเกิดเป็นมนุษย์

จึงมีคำตอบว่า ปัญหาที่คุณถามมานี้เป็นความจริง พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงแสดงเรื่องนี้ไว้ในจวมานสูตร ขุ อิติวุตตกะ ข้อ 261-262 ว่า

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เมื่อใดเทวดาผู้จะจุติจากเทพนิกาย เมื่อนั้นนิมิต 5 ประการย่อมปรากฏแก่เทวดานั้นคือ

1. ดอกไม้ย่อมเหี่ยวแห้ง 1

2. ผ้าทรงย่อมเศร้าหมอง 1

3. เหงื่อย่อมไหลออกจากรักแร้ 1

4. ผิวพรรณเศร้าหมองย่อมปรากฏที่กาย 1

5. ย่อมไม่ยินดีในทิพยะอาสน์ของตน 1

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เทวดาทั้งหลายทราบว่า เทพบุตรนี้จะต้องเคลื่อนจากเทพนิกาย ย่อมพลอยยินดีกับเทพบุตรนั้นด้วยถ้อยคำ 3 อย่างว่า

แน่ะท่านผู้เจริญ ขอท่านจากเทวโลกนี้ไปสู่สุคติ 1

ครั้นได้ไปสู่สุคติแล้ว ขอท่านจงได้ลาภที่ท่านได้ดีแล้ว 1

ครั้นได้ลาภที่ท่านได้ดีแล้วขอจงเป็นผู้ตั้งอยู่ด้วยดี 1

เมื่อพระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสอย่างนี้ ภิกษุรูปหนึ่งทูลถามว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ อะไรหนอแลเป็นส่วนแห่งการไปสู่สุคติของเทวดาทั้งหลาย

อะไรเป็นส่วนแห่งลาภที่เทวดาทั้งหลายได้ดีแล้ว และอะไรเป็นส่วนการตั้งอยู่ด้วยดีของเทวดาทั้งหลาย พระเจ้าข้า

พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ความเป็นมนุษย์แล เป็นส่วนแห่งการไปสุคติของเทวดาทั้งหลาย

เทวดาครั้นเกิดเป็นมนุษย์แล้วย่อมได้ศรัทธาในธรรมวินัยที่พระตถาคตประกาศแล้วนี้แล เป็นส่วนแห่งลาภที่เทวดาทั้งหลายได้ดีแล้ว

ก็ศรัทธาของเทวดาทั้งหลาย เป็นคุณชาติตั้งลง มีมูลรากเกิดแล้ว ประดิษฐานมั่นคง อันสมณะพราหมณ์ เทวดา มาร พรหมหรือใครๆ ในโลก

พึงนำไปไม่ได้ ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย นี้แลเป็นส่วนแห่งการตั้งอยู่ด้วยดีของเทวดาทั้งหลาย ครั้นพระผู้มีพระภาคตรัสอย่างนี้แล้ว ได้ตรัสสรุปเป็นคาถาว่า

เมื่อใดเทวดาจะต้องจุติจากเทพนิกายเพราะความสิ้นอายุ เสียง 3 อย่าง ของเทวดาทั้งหลายผู้พลอยยินดี ย่อมเปล่งออกไปว่า แน่ะท่านผู้เจริญ

ท่านจากโลกนี้ไปแล้ว จงถึงสุคติ จงถึงความเป็นสหายแห่งมนุษย์ทั้งหลายเถิด ท่านเป็นมนุษย์แล้ว จงได้ศรัทธาอย่างยิ่งในพระสัทธรรม

ศรัทธาของท่านนั้น พึงเป็นคุณชาติตั้งลงมั่น มีมูลเกิดแล้ว มั่นคงในพระสัทธรรม 3 ประการ ที่พระตถาคตประกาศดีแล้ว อันใครๆ พึงนำไปไม่ได้ตลอดชีวิต

ท่านจงละกายทุจริต วจีทุจริต มโนทุจริต และอย่ากระทำอกุศลกรรมอย่างอื่นที่ประกอบด้วยโทษ กระทำกุศลด้วยกายด้วยวาจาให้มาก

กระทำกุศลด้วยใจหาประมาณมิได้ หาอุปธิมิได้ แต่นั้นท่านจงกระทำบุญอันให้เกิดอุปธิสมบัตินั้น ให้มากด้วยกาย แล้วยังสัตว์แม้เหล่าอื่น

ให้ตั้งอยู่ในพระสัทธรรม 3 ประการ ในพรหมจรรย์ เมื่อใดเทวดาพึงรู้แจ้งซึ่งเทวดาผู้จะจุติ เมื่อนั้นย่อมพลอยยินดีความอนุเคราะห์ว่า แน่ะเทวดา

ท่านจงมาบ่อยๆ ทั้งหมดนี้คือข้อความในพระสูตรนี้ และจากข้อความในจวมานสูตรนี้ ท่านผู้ถามก็จะเห็นว่า เมื่อเทวดาทั้งหลายเกิดนิมิต 5 ประการ

อันแสดงว่าจะต้องจุติจากเทวโลกดังนี้แล้ว เทวดาทั้งหลายอื่นๆ ย่อมอวยพรให้เขาได้เกิดในมนุษย์ ซึ่งเขาถือว่ามนุษย์ภูมิเป็นสุคติภูมิของเทวดา

เมื่อเกิดเป็นมนุษย์แล้วขอให้ได้ศรัทธาในพระสัทธรรม 3 ประการ คือขอให้ได้ฟังพระธรรมเทศนาของพระพุทธเจ้า ฟังแล้วมีศรัทธา

ปฏิบัติตามพระธรรมคำสอนนั้น เมื่อปฏิบัติตามพระธรรมคำสอนนั้นแล้ว ขอให้ดำรงมั่นคงในพระธรรมนั้น นั่นคือขอให้ได้บรรลุมรรคผล คือโสดาปัตติผล

เทวดาทั้งหลายหวังจะให้เทวดาผู้จะจุตินั้นสำเร็จเป็นพระโสดาบัน แล้วกลับไปเสวยสุขอยู่ในเทวโลกอีก จึงกล่าวว่า ดูก่อนเทวดา

ขอท่านจงกลับมาสู่เทพนิกายนี้บ่อยๆ คือ ขอให้สำเร็จเป็นโสดาบันแล้วกลับมาในหมู่เทพอีกนั่นเอง

ความจริงการเกิดเป็นมนุษย์นั้น มีโอกาสทำบุญทำกุศลได้ทุกอย่าง แม้การที่จะบรรลุเป็นพระสัพพัญญูพุทธเจ้าก็ต้องเป็นมนุษย์ เป็นเทวดาเป็นพระพุทธเจ้าไม่ได้

ที่มา : พระไตรปิฎก เล่มที่ 25 พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ 17 จวมานสูตร