เธอคือบ้านของฉัน เรื่องน่าอ่านให้ข้อคิดเตือนใจ

เธอคือบ้านของฉัน เรื่องน่าอ่านให้ข้อคิดเตือนใจ

วันนี้เห็นแม่นั่งทํางานอยู่ ผมนั่งมองแม่ไปเรื่อยๆ แล้วรู้สึกว่าแม่แก่ลงไปเยอะ ไม่แข็งแรงเหมือนเมื่อก่อนแล้ว

เดี๋ยวนี้ผมเห็นแม่เหนื่อยง่ายและทําอะไรช้าลงมาก ร่างกายของแม่ก็ ทรุดโทรมลงมาก

ทุกวันนี้ผมเตรียมตัวอยู่เสมอในเรื่องการจากลา แต่บางครั้งก็อดตั้งคําถาม กับตัวเองไม่ได้ว่า

ถ้าแม่ไม่อยู่จริงๆ โลกของผมจะเป็นยังไง มันคงต่างออกไปในความรู้สึก เพราะตลอดชีวิตของผมก็มีแม่นี่เองที่เป็นเหมือนบ้านของผม

ผมรู้สึกว่าผมมีบ้านก็เพราะ ผู้หญิงคนนี้ เหนื่อยก็กลับมาได้ ทุกข์ก็กลับมาได้ หมดแรงเมื่อไรก็กลับมาได้

เพราะบ้านก็คือ บ้านอยู่วันยังค่ำ ผมไม่เคยสงสัยในความรักที่แม่มีต่อผม ไม่เคยสงสัยในความห่วงใย

ไม่เคย สงสัยในทุกคําพูด ทุกความหวังดี ทุกการกระทํา สิ่งเหล่านี้ ทำให้ผมรู้สึกอบอุ่นใจเสมอเมื่อนึกถึง

ต้ังแต่เด็กจนโต แม่ไม่เคยทําอะไรที่ทําให้ผมรู้สึกว่าแม่ไม่รัก ตรงกันข้าม อะไรที่แม่ทําให้ ผมได้ แม่ก็จะทําให้ทุกอย่าง

แม่เคยพูดกับผมว่า ชีวิตของแม่ แม่ก็ให้ได้ ผมรู้ว่าแม่พูดจริง และรู้ว่าแม่รักผมยิ่งกว่าชีวิตของตัวเอง

แม่ชอบเล่าให้ใครต่อใครฟังว่า ตอนเด็กๆ ผมเป็นเด็กดื้อ และเลี้ยงยาก ชอบทําอะไรแผลงๆ

คิดอะไรก็ไม่ค่อยจะเหมือนชาวบ้านชาวช่อง ชอบทําตัวแปลกๆ ไม่เหมือนคนอื่น

จําได้ว่า ครั้งแรกที่แม่ให้เงินผมไปเที่ยวด้วยตัวเอง ผมกลับบ้านดึกมาก ตอนน้ัน อยู่ประมาณชั้น ป.3

กลับมาถึงบ้านเกือบเที่ยงคืน พอมาถึงบ้าน แม่เห็นผม แม่ก็ร้องไห้ เอาไม้เรียวมาตีผมไม่ยั้ง

ผมไม่รู้ว่าแม่ตีไปกี่ที แต่รู้ว่าแม่ตีเจ็บมาก แม่ตีไปก็ร้องไห้ไป

แล้วบอกว่า “ทีหลัง จะไปไหนก็ต้องบอกกันบ้าง ไม่ใช่หายไปเฉยๆ ”

ตอนนั้นผมได้แต่สงสัยว่าทําไมแม่ต้องโกรธ ขนาดนั้น แต่พอโตมาถึงได้รู้ว่า ที่แม่ตีเรา

เป็นเพราะแม่คงเป็นห่วง กลัวว่าผมจะเป็นอะไรไป ระหว่างผมกับแม่นั้นมีความผูกพันกันมาก

อาจเพราะผมเป็นเด็กที่ซนมาก แล้วแม่ก็เป็นแม่ที่รักลูกมาก เรื่องราวต่างๆ ระหว่างเราก็เลยมีมากตามไปด้วย

วันนี้ผมมองแม่อย่างเงียบๆ แล้วคิดว่า ครั้งหนึ่งผู้หญิงคนนี้ก็คงเคยเป็นสาว เคยเป็นเด็กที่มีความฝัน

และในความฝันของแม่ คงไม่ต้องเจอกับอะไรที่แม่ไม่อยากเจอ แม่คงไม่เคยฝันว่าจะมีลูกซนเป็นลิงอย่างผม

คงไม่เคย ฝันว่า แก่ตัวลงจะรู้สึกเจ็บโน่นปวดนี่ ความฝัน ของแม่คงสวยงามกว่าที่เป็นในโลกความจริง

เพราะความฝันมักเป็นแบบน้ันเสมอ ความฝันนั้นสวยงาม แต่ความจริงนั้นมีท้ังทุกข์และสุขปะปนกัน

ผมมองแม่แล้ว นึกย้อนไปเรื่องต่างๆ ที่ผ่านเข้ามาระหว่างเรา บ้านผมเป็นครอบครัวที่เฉยๆ

ตั้งแต่เด็กจนโต ก็ถูกเลี้ยงดูมาแบบนี้ ไม่ค่อยได้แสดงความรักต่อกันมากเท่าไหร่

เกิดมาผมเคยกอดแม่ เพียงไม่กี่ครั้งเท่าน้ันเอง แต่เราต่างก็รู้ดีว่า ต่างฝ่ายต่างรู้สึกต่อกันอย่างไร

เวลาวันแม่ วันเกิด หรือวันพิเศษต่างๆ ผมมักเอาพวงมาลัยไปกราบที่เท้าแม่

ไม่รู้ทําไมถึงทําแบบนั้น ผมทํา เพราะรู้สึกว่า ถ้าไม่ทําวันนี้แล้วเราจะไปทําวันไหน

ทําเพราะรู้สึกว่า ผมอยากให้แม่รู้สึกดีใจที่ผม ทําแบบนั้น ผมคิดเอาเองว่า

คนเป็นแม่ ถ้าลูกเอาพวงมาลัยมากราบเท้า ก็คงจะมีความสุขมากๆ

ผมเลยเลือกที่จะฝ่าความอายของตัวเอง แล้วก็ทําตามที่ใจอยากจะทํา

ยิ่งโตขึ้นผมก็ยิ่งตระหนักดีว่า แม่เสียสละเพื่อผมมามาก สําหรับผม แม่คือคนที่รู้จักผมดีที่สุด

เป็นคนที่รู้ ในทุกความคิด ทุกความรู้สึกของผม วันนี้ผมมองดูแม่

มองด้วยสายตาแห่งความกลัว ไม่ใช่การกลัวอย่างลนลาน แต่เป็นความกลัวที่ยากจะพูดออกมา

ถ้าโลกนี้ไม่มีผู้หญิงคนนี้อยู่ ผมรู้ว่าโลกของผมจะไม่เหมือนเดิม

ถ้าแม่ไม่อยู่ จริงๆ ผมคงบอกตัวเองว่า “คนที่รักผมที่สุดในโลกได้จากโลกนี้ไปแล้ว”

ในการจากลานั้นคงมีความเหงาและเศร้าเจือปนอยู่ ทุกวันนี้ผมมักเตือนให้แม่ทําบุญบ่อยๆ

สอนให้แม่รู้จักการภาวนา ผมมักเล่าเรื่องธรรมะต่างๆ ให้แม่ฟัง

มักพูดเรื่องครูบาอาจารย์ที่นับถือ ให้แม่ฟังอยู่เสมอ ผมสอนให้แม่นึกถึงความดีของพระพุทธเจ้า

ผมจะบอกแม่อยู่เสมอว่าวันหนึ่งเราสองคนต้องต ายจากกัน ต่างคนต่างไป ตามทางของตัวเอง

แม่ก็ไปตามทางของแม่ ส่วนผมก็ไปตามทางของผม ร่างกายของผมเป็นสิ่งที่แม่ให้มา

และผมจะใช้มันให้เกิดประโยชน์สูงสุด ให้สมกับที่แม่ได้ให้ชีวิตและเลี้ยงดูจนเติบโต

ถ้าเป็นไปได้ ผมอยากให้แม่ ไม่ต้องกลับมาเกิดอีก

บางครั้งผมก็รู้สึกว่า ความทุกข์ที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของการเวียนว่ายต ายเกิด

ก็คือการต้องจากลาบุคคลอันเป็นที่รัก ไม่มีสิ่งใดหรือใครจะอยู่กับเราได้ตลอดไป

วันหนึ่ง ไม่ช้า ก็เร็ว วันนั้นต้องมาถึง เราทุกคนล้วนพบกันเพื่อจากลา

ระหว่างที่ยังมีกันและกัน ระหว่างที่เวลายังพอมีเหลืออยู่ สิ่งใดที่ทําดีต่อกันได้จงอย่าลังเล

เพราะถ้าวันนั้นมาถึงเมื่อไร ต่อให้เสียใจแค่ไหนก็ไม่มีใครย้อนเวลากลับมาได้

ขอบคุณบ้านทุกหลัง แทนลูกทุกคน ด้วยรักและความทรงจําอันอิ่มเอม