เปลี่ยนตัวเอง ให้กลายเป็นคนมีสัจจะ ด้วย 3 วิธีต่อไปนี้

คนเรามีสองพวก พวกหนึ่งไม่อยากรักษาสัจจะ กับอีกพวกหนึ่งที่อยากรักษาสัจจะ พวกที่อยากรักษาสัจจะก็แบ่งย่อยได้อีกพวกหนึ่งรักษาได้สำเร็จ กับอีกพวกหนึ่งที่รักษาไม่สำเร็จ

ที่รักษาสัจจะไม่สำเร็จนั้น มีเหตุผลมากมาย ขอเพียงเห็นเหตุผลของความล้มเหลว และพยายามแก้ให้ถูกจุด ก็จะเปลี่ยนเป็นสำเร็จขึ้นมาได้

1. วิธีคิด

คนส่วนใหญ่ตั้งใจเกินตัว อยากรักษาสัจจะแบบนั้นแบบนี้ ทั้งที่ไม่มีคุณสมบัติเอื้อกัน เช่น บางคนตั้งใจแน่วแน่ว่า จะทำธุรกิจและรวยให้ได้ในหนึ่งปี เพราะเห็นพ่อค้าแม่ขายบางรายทำได้

แต่มองไม่เห็นปัจจัยของตนว่า มีความรู้ความถนัดเรื่องไหน มีความมานะอดทนปานใด ตลอดจนฉลาดคิดฉลาดแก้มากไหม บางคนเห็นเพื่อนนั่งสมาธิวันละสามชั่วโมง เกิดความรู้สึกว่า

เป็นเพื่อนเรามีความหมายอยู่ในทีว่า เป็นคนที่เสมอกับเราก็น่าจะแปลว่า เราเก่งเท่าเพื่อนจึงทำให้เกิดความตั้งใจว่า จะนั่งสมาธิให้ได้ วันละสามชั่วโมงบ้าง

แบบกระโดดพรวดเดียวเอาให้ถึงขั้นสิบ ไม่แม้แต่จะก้าวทีละขั้นอย่างเพื่อน อย่างนี้ก็เสร็จนั่งสามชั่วโมง ไม่ได้อะไรเลยแม้แต่ความนิ่งสงบสักแวบ

2. วิธีพูด

การพล่ามพูดแบบไม่เห็นประโยชน์ เห็นโทษอยากพูดอะไรก็พูด อยากบ่นอะไรก็บ่น อยากทิ่มแทงใครก็ทิ่มแทงเลย
เป็นการเพาะนิสัยการพูดแบบเพ้อ ๆ ปล่อยให้ประจุพลังหายไปเรื่อย ๆ

ถ้ามีสติและสังเกตตัวเองมากขึ้น จะพบว่า แม้แต่การลงเสียงหัวเราะ ๆ ตอนจบประโยค โดยไม่มีสาเหตุที่ชัดเจน ก็ทำให้เปลืองกำลังงาน เมื่อพูดแบบขาดพลังสติ ก็ย่อมไม่รู้สึกถึงค่าของคำพูด

เมื่อไม่รู้สึกถึงค่าของคำพูด ก็ย่อมไม่รู้สึกจริงจังกับการลั่นปากสัญญา ไม่ว่าสัญญานั้นจะมีแก่คนอื่นหรือแก่ตนเอง วิธีพูดให้เกิดการสั่งสมพลังสติ คือพูดอย่างเห็นประโยชน์ เห็นเหตุเห็นผล

แม้แต่การพูดขำ ๆ เพื่อคลายเครียดหรือเชื่อมสัมพันธ์ ก็จัดเป็นการพูดอย่างเห็นประโยชน์ ทว่าการพูดขำ ๆ เรื่อยเจื้อยพร่ำเพรื่อถือว่าเพ้อเจ้อ ไม่มีประโยชน์ ไม่สมเหตุสมผล

3. วิธีทำ
การสั่งสมความเคยชินผิด ๆ ทำตามอยากทันที โดยไม่ยับยั้งชั่งใจ เป็นอำนาจชนิดหนึ่งมีอิทธิพลเหนือคุณ บงการคุณได้ทุกเรื่อง ไม่มีวินัยใดดีไปกว่าการตั้งใจ

งดเว้นการทำบาปเริ่มจากศีลง่าย ๆ สักข้อที่คุณพิจารณาแล้ว ว่ารักษาได้ไม่ยากรักษาศีล ได้เพียงข้อเดียวตลอดหนึ่งอาทิตย์ จะรู้จักพลังการกระทำที่เกิดขึ้นใหม่ในตน

เมื่อเชื่อมั่นว่าสามารถ รักษาบุญบุญก็จะ ส่งกำลังให้ใจคุณเชื่อมั่นว่า ตนต้องรักษาสัจจะข้ออื่น ๆ ได้อีก

แล้วคุณอาจพบในขั้นสุดท้ายว่า การรักษาสัจจะมีความน่าอัศจรรย์เพียงใด ประมาณว่าแค่คิดให้เกิดเรื่องอันใด ก็รู้สึกเหมือนเรื่องนั้นเกิดขึ้นจริงแล้วกว่าครึ่ง รอแต่เวลาสำเร็จมาถึงอย่างสมบูรณ์เท่านั้น

ขอบคุณแหล่งที่มา : dungtrin