เป็นคนไม่ชอบเข้าสังคม ชอบอยู่แบบง่ายๆ สบายๆ

เป็นคนไม่ชอบเข้าสังคม ชอบอยู่แบบง่ายๆ สบายๆ

ไม่ชอบผู้คนมากๆ ไม่ชอบขี้โม้โอ้อวด ไม่ชอบแก่งแย่งชิงดีชิงเด่นกับใคร

ไม่ยึดติดกับสิ่งของภายนอก ไม่ชอบสะสมแค่พอมีพอใช้

ชอบอยู่แบบง่ายๆ สบายๆ เข้าใจแค่ว่าเกิดมาชาตินี้ เพื่อสะสาง

ไม่ได้เกิดมาเพื่อสะสม อาจไม่ได้มากมีเหมือนใครๆ เพียงแค่ชอบอยู่ในมุม

ความสุขเล็กๆ ของตัวเอง ได้ขับรถเล่น ได้ไปเที่ยว

จิบกาแฟ อ่านหนังสือดีๆ เสพธรรมชาติ

ไม่ก้าวก่ายชีวิตใคร ปล่อยเขา ใครจะเป็นยังไงก็เรื่องของเขา

ขออย่างเดียวอย่ามาเบียดเบียนกันก็พอ ที่เหลือขออยู่ในมุมธรรมดาๆ ของตัวเองก็พอ

เมื่อเจอแต่เรื่องร้ายๆ ชีวิตคนเราจะเริ่มหาทางออก

ฉันเริ่มคิดว่าฉันต้องบ้าหากไม่จัดการกับสภาวะแบบนี้

ฉันเริ่มค้นหาตัวตนที่แท้จริง ฉันกำลังจะฉลาด

และแล้วฉันก็ค้นพบและเปลี่ยนแปลงไปมากมายดังนี้

1. ฉันเริ่มหาเวลาพาลูกสาวเข้าวัด นั่งสมาธิ กับยายมากขึ้น

หากไม่มีเวลา ฉันจะไปส่งยายไปวัด และนำอาหารและน้ำปานะ

ไปถวายพระ และแม่ชี ตลอดจนผู้เฒ่าผู้แก่ที่มาวัดกัน ฉันทำได้ ดีใจๆ

2. ฉันเริ่มคิดได้ว่าของที่มันเป็นของเราอย่างไรก็ต้องเป็นของเรา

อะไรที่ไม่ใช่ของเรา ต่อให้ได้มาง่ายๆ หรือไปแย่ง หรือขโมยเขามาสักวันมันก็ต้องไปอยู่ดี

ดังนั้นปลงและตัดใจซะ คิดได้ ตัดใจได้ ดีขึ้น ความรู้สึกมันดีขึ้นเยอะ

3. ฉันเริ่มคิดว่าทำงานทำให้สนุกและเต็มที่

มีความพอใจกับงานที่ทำ ผลมันจะเป็นอย่างไรช่างมัน เราทำดีที่สุดแล้ว อย่าไปอิจฉาคนอื่น

เขาได้ดีเพราะเขาทำดีกว่าเรา อย่าไปอวดเก่งคนเดียวอะไรก็รับหมด

เครียด รับผิดชอบงานที่เราทำให้เต็มที่ งานคนอื่นลงไปช่วยไม่นิ่งดูดาย

ยิ้มรับกับสถานการณ์และมีมิตรไมตรีกับเพื่อนร่วมงาน

มีสัมมาคารวะ รู้กาลเทศะ และแต่งตัวเป็น ดีขึ้นอีกละ ไม่เหนื่อย ไม่บ้า

4. หลังเลิกงาน กลับบ้านทุกคนต้องรับผิดชอบร่วมกัน แบ่งงานกันทำ

คนหนึ่งล้างจาน คนหนึ่งล้างจาน คนหนึ่งถูบ้าน ไปตลาดด้วยกัน

จะได้รู้ว่าอยากกินอะไร มติที่ประชุมเรื่องอาหารเย็นและอาหารเช้าสำคัญที่สุด

เพราะโต๊ะอาหารคือที่ประชุมกันของครอบครัว ทุกคนจะได้เจอและพบปะพูดคุยกันอย่างพร้อมหน้ากัน

ณ ที่นี่เองระบอบประชาธิปไตยเกิดขึ้นบนโต๊ะอาหาร เวลาทานข้าวสิ่งที่ต้องพึงสังวรณ์

และจดจำใส่สมองก็คือพยายามชมคนทำอาหารอร่อยไม่อร่อยไม่รู้ชมไว้ก่อนเดี่ยวดีเอง