เมื่อบั้นปลายชีวิตเดินทางมาถึง คุณจงทำ 5 วิธีนี้ และใช้ชีวิตให้มีความสุข

เมื่อบั้นปลายชีวิตเดินทางมาถึง คุณจงทำ 5 วิธีนี้ และใช้ชีวิตให้มีความสุข

การปลดจากการทำงานหาเงิน แล้วใช้เวลาไปกับครอบครัว หยุดทำงาน เพื่อพักผ่อนอย่างสบายใจ

และได้ทำในสิ่งที่ตนเองรัก เป็นสิ่งที่หลายคนปรารถนา โดยทั่วไปมนุษย์เงินเดือนจะเกษียณ เมื่ออายุครบ 60 ปี

ปัจจุบันมีบริษัทเอกชนบางที่ วางกฏระเบียบให้พนักงานเกษียณทันทีที่ 50-55 ปี และคนสมัยใหม่บางคน

ก็วางเป้าหมายการเกษียณให้กับตัวเองไว้เร็วกว่านั้น จะเห็นได้ว่าปัจจุบันนี้ คนไทยมีแนวโน้มที่จะเลื่อนเวลาการเกษียณอายุเร็วขึ้น

เพราะอยากใช้ชีวิตในแบบที่ตัวเองคิด และวางแผนไว้ ตั้งแต่อายุยังน้อย และมีหลายคนเริ่มไม่สนุกกับการหาเช้ากินค่ำแล้ว

แต่ก่อนที่จะทำอะไรหุนหันพลันแล่น อยากปลดระวางตัวเองให้เร็วที่สุด ลองตรวจสอบความพร้อมของตัวเองดูก่อน

ว่าพร้อมที่จะเกษียณแล้วหรือยัง เพราะภาพยามเกษียณที่วาดไว้อาจจะไม่เป็นอย่างที่คิด ถ้าใครยังมองภาพไม่ออก

ลองมาดู วัยเกษียณ 5 สไตล์ ที่เกิดขึ้นจริงในสังคมไทย เพื่อเช็คดูว่าแบบไหนที่คุณอยากจะเป็น

1. เตรียมเงินไว้ไม่พอ ต้องรอลูกหลานมาเลี้ยงดู

ความเป็นจริงคือ พ่อแม่ หลายๆ คน เลี้ยงดูลูกเพื่อให้พวกเขาเติบโตมาเป็นผู้ใหญ่

ที่มีหน้าที่การงาน และคาดหวังไว้ว่าลูกจะสามารถดูแลพ่อแม่ได้ยามที่แก่ตัวลง

ไม่มีเรี่ยวแรง และไม่สามารถหาเงินได้เหมือนอย่างเคย

แต่คำถามคือ “เราสามารถฝากความหวังทั้งหมดไว้กับลูกได้หรือ”

ปัจจุบันบ้านพักคนชราชื่อดังอย่าง “บ้านบางแค” สามารถรับผู้สูงอายุได้เพียง 250 คน

ที่สำคัญคือตอนนี้เต็มอัตราแล้ว และยังมีคิวอีกเป็นพันคน ซึ่งเรื่องนี้แสดงให้เห็นว่า

มีหลายครอบครัวที่ลูกหลานไม่สามารถดูแลผู้ใหญ่ในบ้านได้ดีพอ อาจจะเพราะไม่มีเวลา หรือไม่มีเงินพอที่จะเลี้ยงดูก็ได้

ถ้าไม่อยากให้ลูกหลานมองเราเป็น “ภาระ” ทางเดียวที่ควรจะทำ คือเตรียมตัวเรื่องแผนการเกษียณเอาไว้ให้พร้อม

เพราะคนส่วนมากที่ฝากความหวังยามเกษียณทั้งหมดไว้ที่ลูกหลาน มักจะเป็นคนที่เกิดความผิดพลาดในการวางแผนเกษียณ

จนต้องพึ่งพาลูกหลานในที่สุด ถ้าโชคดีมีลูกคอยเลี้ยงดูก็เป็นเรื่องที่น่ายินดี แต่ถ้าไม่มีก็เตรียมตัวต่อคิวที่บ้านพักคนชราได้เลย

2. ถึงเกษียณจากงานประจำ แต่ก็ต้องหาอะไรทำต่อไป

ในกรณีที่ไม่คิดจะพึ่งพาลูกหลาน หรือเป็นโสดอยู่ตัวคนเดียวได้จนถึงวัยเกษียณ

แล้ววางแผนเกษียณช้าเกินไป ทำให้แผนที่วางไว้ไม่สำเร็จ ทางเลือกที่คนส่วนใหญ่เลือกที่จะทำคือ “หางานทำต่อไป”

เพื่อยืดระยะเวลาการเกษียณไปอีก เมื่อตระหนักได้ว่าเงินที่ออมไว้ตอนทำงาน ไม่เพียงพอกับการเกษียณ

ก็ต้องทำงานเพื่อหาเงินต่อไป แม้จะวางมือจากบริษัท หรือองค์กรไปแล้วก็ตาม โดยส่วนมาก

งานที่สามารถทำได้จะสอดคล้องกับทักษะ และความถนัดส่วนบุคคล เช่น ทำอาหาร ช่างซ่อม ทำสตูดิโอถ่ายรูป เป็นต้น

หรือไม่ก็รับจ้างทำงานเป็น Part time โดยใช้ทักษะที่เคยทำงานมา เช่น รับจ้างทำบัญชี รับจ้างออกแบบ หรือคีย์ข้อมูล เป็นต้น

หากต้องการยืดระยะ เพื่อให้เกษียณได้อย่างสมบูรณ์ ก็ควรจะหางานใหม่ทำ เพื่อหาเงินมาใช้

และเก็บออมต่อไป ดังนั้น วางแผนเกษียณไว้แต่เนิ่นๆ จึงเป็นทางเลือกที่ดีที่สุด เพื่อไม่ให้ตัวเองต้องลำบากในภายหลัง

3. สร้างสินทรัพย์ผลิตเงินสดไว้ อุ่นใจกว่า

สิ่งที่คนกลุ่มนี้ทำ คือลงทุนในสินทรัพย์ที่สร้างรายได้แบบ “Fixed-income”

ซึ่งรายได้จะมาในรูปแบบของ ค่าเช่า ดอกเบี้ย หรือเงินปันผล รายได้แบบคงที่เหล่านี้

จะมีลักษณะการจ่ายผลตอบแทนให้กับนักลงทุนอย่างสม่ำเสมอ เป็นรายเดือน หรือรายปี

ขึ้นอยู่กับประเภทของสินทรัพย์ที่เรานำเงินไปลงทุน การซื้อที่ดิน บ้าน และคอนโดให้เช่า

เป็นทางเลือกยอดนิยมสำหรับผู้ที่ต้องการกระแสเงินสดไหลเข้าทุกเดือน วิธีคำนวณหาค่าเช่าที่เพียงพอกับวัยเกษียณ

คือตั้งค่าเช่าจากค่าใช้จ่ายรายเดือน หากมีรายจ่ายภายหลังเกษียณ เดือนละ 30,000 บาท

เราก็ควรจะลงทุนซื้อสินทรัพย์ จนกว่าจะได้รับค่าเช่าที่มากกว่าค่าใช้จ่าย 30,000 บาท

อย่าลืมว่า ยังมีเรื่องเงินเฟ้อที่จะส่งผลกับเงินในอนาคตอีกด้วย แต่ถ้าเลือกลงทุนใน กองทุนรวม ตราสารหนี้ และหุ้น

ก็คำนวณรายรับจากค่าใช้จ่ายรายปี เพราะลักษณะการจ่ายดอกเบี้ย หรือเงินปันผล โดยทั่วไป

จะออกมาเป็นรายปี ควรจะคัดเลือกกองทุนรวม หรือหุ้นที่เหมาะสม มีประวัติการจ่ายเงินปันผลอย่างสม่ำเสมอ

เพื่อให้ได้กระแสเงินสดไหลเข้าทุกๆ ปี ทางที่ดีควรจะกระจายการลงทุนไปในประเภทของสินทรัพย์

และสินทรัพย์รายตัวที่แตกต่างกัน เพื่อให้กระแสเงินสดไม่หยุดชะงัก ให้คิดไว้เสมอว่า

หากรายได้ที่เข้ามาเปรียบเสมือน “น้ำที่ไหลออกจากก๊อก” ถ้ามีก๊อกน้ำอันหนึ่งเสียไป

การกระจายการลงทุนจะช่วยให้มีน้ำใช้จากก๊อกน้ำอันอื่นเสมอ

4. เกษียณได้แน่นอน เพราะสะสมเงินก้อนจากการลงทุน

คนกลุ่มนี้จะเลือกการลงทุนที่เน้นการสะสมของเงินลงทุน และเพื่อให้เงินลงทุนเติบโต

จนได้เงินก้อนใหญ่ไว้ใช้ในยามเกษียณ พวกเขาจะเลือกการลงทุนที่มีความเสี่ยงมากขึ้น

ซึ่งอัตราผลตอบแทนของเงินลงทุนต้องได้เยอะกว่าอัตราเงินเฟ้อ

ภายในประเทศมากๆ จึงจะสามารถใช้เงินก้อนนั้นต่อไปได้ในยามเกษียณ

เริ่มต้นด้วยการประเมินเงินกองทุนสำหรับการเกษียณก่อน เช่น ปัจจุบันอายุ 30 ปี

ใช้เงินเดือนละ 30,000 บาท (ปีละ 360,000 บาท) จะเกษียณตอนอายุ 60 ปี (มีเวลาเตรียมตัว 30 ปี)

และคาดว่าจะอยู่จนถึงอายุ 85 (มีชีวิตอยู่ต่อหลังเกษียณ 25 ปี) เราก็ต้องเตรียมเงิน

ทั้งหมดเป็นจำนวน 360,000 x 25 = 9 ล้านบาท ซึ่งถ้ารวมอัตราเงินเฟ้อ 3% เข้าไป

เงินสำหรับการเกษียณจะอยู่ที่ 9.27 ล้านบาท โดยประมาณ

เมื่อรู้ว่าแผนการเกษียณของเราต้องใช้เงินเท่าไหร่แล้ว และสามารถเลือกกองทุนรวม

หรือหุ้นที่ให้ผลตอบแทนที่ดี ทำให้เงินลงทุนเติบโตได้ตามเป้าหมาย แผนการเกษียณนั้นก็มีแนวโน้มที่จะสำเร็จได้อย่างแน่นอน

5. เทวดาประจำบ้าน ลูกหลานเอาอกเอาใจ

ผู้ใหญ่แบบที่ใครๆ ก็รักคือ คนที่มีเงินใช้เพียงพอ จากเงินลงทุนที่เตรียมไว้ก่อนเกษียณ

และได้รับค่าเช่า ดอกเบี้ย เงินปันผลจากสินทรัพย์ที่สร้าง หรือลงทุนไว้ อีกทั้งยังมีเงินลงทุนเหลือไว้

ให้สำหรับคนรุ่นต่อๆ ไป เหมือนเป็นเทวดาประจำบ้านเลยก็ว่าได้

คนกลุ่มนี้ลูกหลานจะเอาใจเป็นพิเศษ เพราะนอกจากจะไม่เป็นภาระให้กับพวกเขาแล้ว

ยังมีเงินที่สามารถให้ความช่วยเหลือลูกหลานได้ในยามเดือดร้อนอีกด้วย

แต่จะเป็นคนกลุ่มนี้ได้ต้องมีการเตรียมความพร้อมในทุกๆ ด้าน วางแผนการเกษียณไว้อย่างรัดกุม

และที่สำคัญคือมีวินัยที่ชัดเจนในการทำตามแผน วัยเกษียณ 5 สไตล์ที่ต่างกัน

คงสร้างแรงบันดาลใจให้กับทุกท่านได้ไม่น้อย ซึ่งแต่ละรูปแบบมีความแตกต่างกันออกไป

ขึ้นอยู่กับสิ่งที่สำคัญสิ่งหนึ่ง นั่นก็คือ “การวางแผนการเกษียณ” ที่จะทำให้เราก้าวไปสู่ไลฟ์สไตล์ที่อยากเป็น

หากมีการเตรียมพร้อมที่ดี และมีเวลาวางแผนที่มากพอ เริ่มวางแผนกันตั้งแต่วันนี้ ชีวิตวัยเกษียณแบบที่ทุกคนอยากเป็นก็อยู่ไม่ไกลจนเกินเอื้อม