เมื่อมั่งมี ไปที่ไหน ใครก็รัก (เขียนไว้ดีมาก)

เมื่อมั่งมี ไปที่ไหน ใครก็รัก (เขียนไว้ดีมาก)

1. ยามที่ลูกจน อยู่กับบ้านให้น้อย ออกนอกบ้านให้มาก ยามที่ลูกรวย อยู่กับบ้านให้มาก ออกนอกบ้านให้น้อย นี่คือศิลปะในการดำเนินชีวิต

2. ยามที่คุณจน เงินทองที่มีใช้ไปกับผู้อื่น ยามที่คุณรวย เงินทองที่มีใช้ไปกับคนรักและคนในครอบครัว มีคนจำนวนมากที่ทำกลับตาลปัตร

3. ยามที่คุณจน อย่าได้คิดเล็กคิดน้อย ต้องทำดีต่อคนอื่น อย่างนี้เรียกว่า “จนกายแต่ไม่จนอุดมการณ์”

ยามที่คุณรวย ต้องเรียนรู้ให้คนอื่นทำดีต่อคุณ และคุณต้องทำดีต่อผู้อื่นให้มากยิ่งขึ้น

จงเรียนรู้เป็นผู้ให้ เป็นผู้สละอุทิศ เคล็ดลับนี้น้อยคนนักที่จะเข้าใจ

4. ยามจนใจต้องใหญ่ ยามรวยอย่าหน้าใหญ่

5. วัยเยาว์คือต้นทุนแห่งความรวย แต่ต้องรู้จักถนอมและรักษาเวลา ความจนไม่ได้เป็นสิ่งที่น่ากลัว

รู้จักบ่มเพาะฝึกฝนตนเอง รู้จักว่าสิ่งใดสำคัญสิ่งใดมีค่า รู้จักว่าอะไรควรลงทุนอะไรไม่ควรลงทุน

รู้จักว่าช่วงไหนควรประหยัดช่วงไหนควรใช้จ่าย นี่ต่างหากที่เป็นหลักสำคัญ

6. อย่าเอาแต่ซื้อเสื้อผ้า แต่เมื่อซื้อก็ซื้อเสื้อผ้าที่ดีหน่อย หาโอกาสเลี้ยงข้าวคนที่มีความรู้

มีความคิด มีความขยันขันแข็ง มีความมานะพยายามมากกว่าตนเอง คุณจะได้อะไรมากกว่ากินข้าวคนเดียว

7. เมื่อสถานะทางการเงินมั่นคงแล้ว ใช้เงินทองที่มีอยู่ทำความฝันของคุณให้เป็นจริง เติมปีกให้แก่ตัวคุณเอง ก้าวไปให้ถึงฝั่งฝัน ทำชีวิตให้ดีกว่าเดิม

8. ยามจน หมั่นดูความถูกต้องของคนอื่น มันจะทำให้คุณเจริญขึ้น ยามรวยหมั่นย้อนดูความผิดของตนเอง มันจะทำให้คุณลืมความผิดของคนอื่น

9. อย่าเอามาตรฐานของลูกไปวัดกับคนอื่นๆ เพราะลูกรู้จักแค่ชื่อของเขา

แต่ลูกไม่รู้ความเป็นมาของเขา ลูกแค่เคยได้ยินว่าผมทำอะไร แต่ลูกไม่รู้ว่าผมต้องผ่านอะไรมาบ้าง

10. ผู้ยิ่งใหญ่ที่แท้จริงจะไม่ใช้อำนาจกดขี่ข่มเหงผู้ใต้บังคับบัญชา

ถ้าลูกเก่งจริง ไม่ต้องบังคับใคร บริวารจะเข้ามาหาลูกเอง

ถ้าลูกไม่เก่งจริง ต่อให้บังคับ เขาก็อยู่กับลูกแค่ตัว แต่ใจไม่มีทางอยู่ด้วย

ดังคำกล่าวที่ว่า “ผู้มีคุณธรรม แม้ไม่สั่งการเขาก็ทำตาม ผู้ไร้คุณธรรม ต่อให้สั่งการเขาก็ไม่ทำตาม”

11. ไม่มีใครเดินเป็นเพื่อนลูกไปทั้งชีวิต ลูกจึงต้องฝึกใช้ชีวิตตามลำพังบ้าง

ไม่มีใครช่วยเหลือลูกได้ทั้งชีวิต ดังนั้น ลูกจึงต้องฝึกพึงพาสองมือสองขาของตนเองบ้าง

12. ชีวิตคนเราต่างเกิดมาเพื่อเรียนรู้ในการเผชิญกับสิ่งต่างๆ ยามคนรักของลูกต้องจากไป อย่างไม่มีวันหวนกลับ

ก็อย่าได้โศกเศร้าเสียใจ จนต้องกลั้นลมหายใจต ายไปตามๆ กัน จงจำไว้ ยามสมหวังให้รู้ระวัง

ยามผิดหวังให้รู้ย้อนมอง อย่าได้สำคัญตนเองมากจนเกินไป อดสูได้ อดทนได้ ร้องไห้ได้

สิ่งเหล่านี้เป็นเรื่องที่ยากหลีกเลี่ยง เมื่อเกิดมาเป็นคนอยู่บนโลกใบนี้

13. คนเรามักอิจฉาความสมบูรณ์ของคนอื่น แต่ก็มีคนอื่นกำลังอิจฉาความสมบูรณ์ที่ลูกมีอยู่

ที่จริงทุกคนต่างมีความสมบูรณ์ เพียงแต่ความสมบูรณ์ของลูกมักเป็นความสมบูรณ์ที่คนอื่นมีอยู่

เพราะฉะนั้น ลูกก็เลยมักคิดว่า ตนเอง ขาดพร่องไม่สมบูรณ์อยู่เสมอ

14. วาสนา ไม่ใช่ทรัพย์สมบัติของใครคนใดคนหนึ่ง ช้าหรือเร็ววันหนึ่งมันก็ย่อมมีวันมาเยี่ยมลูกได้เช่นกัน

15. ไม่ว่าลูกจะรีบเร่งทำงานยังไง เวลาก็มีเพียงแค่ 24 ชั่วโมง ในทุกวัน

ไม่ว่าลูกจะพยายามอย่างไร พระอาทิตย์ก็ยังตกดินตามเวลาเสมอ

ชีวิตคนเรามี “งาน” ทำกันไม่จบไม่สิ้น เรื่องบางอย่าง รีบทำไปก็ไร้ประโยชน์

เรื่องบางอย่างกังวลก่อนเวลาไปก็ขาดทุนเปล่าๆ “ใช้ชีวิตอยู่กับปัจจุบัน” เวลานี้ คือเวลาของลูก

เมื่อทำงานเยอะต้องมั่งมี ไปที่ไหน ใครก็รัก เมื่อเสียหลัก ไปที่ไหน ใครก็หนี

เมื่อมั่งมี เอ่ยปากใคร ได้ทันที เมื่อไม่มี มองหาใคร เขาก็เมิน

แถมใครเขา เฝ้านินทา และดูถูก ว่าไม่มี เงินทอง เหมือนใครเขา

นี่แหละหนา ใจมนุษย์ มิอาจเดา ที่ใครเขา บอกเรา อย่าเชื่อเลย

อยากรู้จัก ใจฅน ดูตอนทุกข์ ว่ามีใคร ร่วมทุกข์สุข กันแค่ไหน

หรือเข้ามา แค่หวังผล แล้วจากไป จงรักษา คนช่วยเรา ทุกเวลา

อยากเห็นจิตใจคน จงสังเกตในวันที่เราไร้ผลประโยชน์

ผมคิดว่าเป็นคำกลอนที่มีประโยช์มากเตือนให้เรามีสติ

ให้คิดถึงความเป็นจริงของชีวิต สำหรับสังคมคนหมู่มากจะเป็นคนแบบนี้ทั้งนั้น

ไม่ว่าเขาหรือเรา หากเป็นเราก็ควรคบหาเพื่อน ที่มีความจริงใจให้กันมากที่สุด

ที่มา : s a s i p e n i c o n