เมื่อหัวใจวาง จึงมีพื้นที่ ให้สร้างสรรค์จากความว่าง

1. ความว่างเปล่า

เป็น Ultimate key ของพุทธศาสนา ว่ากันว่าเราทำให้ใจเราว่างได้ในทุกแกน ว่างจากกิเลสตัณหา ว่างจากรักโลภโกรธหลง ว่างจากความอยากได้

ว่างจากอยากมี อยากเป็น ว่างจากความโกรธแค้นพยาบาท ว่างจากทุกอย่าง ถ้าว่างได้หมด เมื่อนั้นจะไปถึงเส้นชัยของพุทธะ คือภาวะนิพพาน (Nirvana)

2. แก่นหลักของการปฏิบัติภาวนา

คือการรู้สึกตัว ให้รู้สึกตัว เพราะเพื่อให้เฝ้าดูการเคลื่อนไหวของจิต ว่าคิดอะไรอยู่

รู้สึกอะไรอยู่ โกรธอยู่ไหม เกลียดใครอยู่รึเปล่า อิจฉาใครอยู่ไหมตอนนี้ หรือกำลังหลงรักใครอยู่ใช่หรือไม่

3. รู้สึกตัว

เพื่อให้ได้ดู ดูเพื่อให้ได้เห็น เห็นเพื่อให้ได้ตื่นรู้ การตื่นรู้ คือการตื่นขึ้นมามองเห็นสัจธรรมความจริงของชีวิต ว่าทุกสิ่งล้วนเกิดขึ้น ตั้งอยู่และดับไป

มองเห็นความไม่เที่ยงของสรรพสิ่ง รวมถึงตัวเราที่ดำรงอยู่เพียงชั่วคราว ในอีกมิติหนึ่ง การตื่นรู้คือการเข้าถึงความหมายที่แท้

และเจตจำนงของชีวิตว่าเราเกิดมาทำไม เกิดมาเพื่ออะไร ตระหนักรู้ถึงสัจจะความจริง ที่อยู่เหนือสมมติ

4. ตื่นรู้

เพราะเมื่อได้ดูมันบ่อยๆ เห็นการเกิดมา เห็นว่ามันอยู่อย่างงั้นซักพัก เห็นมันเริ่มเสื่อมถอย และเห็นมันมลายหายไป

5. เห็นบ่อยๆ

จะเจอแพทเทิร์น ว่าใจเรามันวิ่งเล่นวนลูปเช่นนั้นไม่รู้จบ เห็นความเป็นเช่นนั้นเองของมัน มันเป็นเช่นนั้นของมันเอง

6. ทุกอย่างเป็นสิ่งชั่วคราว

อะไรที่เราไม่ชอบก็เป็นสิ่งชั่วคราว ความโกรธ ความเกลียด ความอิจฉา ความอยากความไม่อยากของเรา ทั้งหมดเป็นสิ่งชั่วคราวทั้งนั้น

7. ธรรมชาติมันเป็นอย่างนั้น

คือเกิดมาเพื่อหายไป ปัญหามันไม่ได้อยู่ที่ธรรมชาติ ปัญหามันอยู่ที่ใจเราต่างหาก ไม่ยอมรับธรรมชาติของธรรมชาติ

8.เรากลับไปยึดมัน

ไปแบกมัน ไปถือมันไว้ ไม่ยอมปล่อยให้มันไหลไปวัฏจักร ไปตามวงจร ตามแพทเทิร์นของมัน

9.พอยึดไว้ พอฝืนธรรมชาติ

ใจเราก็ทุกข์ พุทธองค์และสงฆ์สาวกหลายท่าน ก็พร่ำสอนให้ถึงวิธีแก้ทุกข์ ที่เป็นโคตรแก่นแท้ที่สุด คือปล่อยวาง

10.ปล่อยให้มันไหล

ปล่อยให้มันเปลี่ยน ปล่อยให้มันเสื่อม ปล่อยให้มันหายไป ปล่อยให้มันเป็นไปตามธรรมชาติของมัน

11. ภาวะหนึ่งที่เขาว่า

มนุษย์เรามักปล่อยวางได้ง่ายที่สุด คือภาวะใกล้ ต า ย

12. ความจริง

ยิ่งเราเฉียดใกล้ความต ายมากเท่าไหร่ เราจะปล่อยวางเองอัตโนมัติ ไม่ต้องให้ใครมาสอนอะไรเลย

13. จินตนาการ

ถ้าวันนี้หมอบอกว่า เรากำลังเป็นมะเร็งขั้นสุดท้าย มีชีวิตอยู่ได้อีกไม่เกิน 3 เดือน เราจะทำอย่างไรบ้าง

14. ลองนึกภาพ

คนที่เราเคยเกลียดเคยคิดแค้น อะไรที่เราเคยอยากได้ ใครที่เราเคยหมั่นไส้ ขั้วการเมืองที่เราชอบ ความทะเยอทะยานของเรา

ความอยากได้อยากมีอยากเป็นของเรา ล้วนไม่มีอะไรมีความหมายแล้วทั้งนั้น

15. เราปล่อยวางเองโดยอัตโนมัติ

พอใจเราเริ่มวาง จิตเราก็เริ่มว่าง แล้วเริ่มเห็นคุณค่าแท้จริงบางอย่าง ที่เราอาจไม่เคยเห็นมาเลยทั้งชีวิต

16. ณ ขณะนั้นอาจจะอยากแก้ไข

เราอาจจะกดปุ่ม restart อยากใช้ชีวิตใหม่ทั้งหมดอีกครั้ง หรืออยากกลับไปแก้ไขบางเรื่องในอดีต แก้ไขสิ่งที่เคยทำ ให้ไม่ทำ

แก้ไขที่ไม่ได้ทำ ให้ได้ทำซะ แต่เรื่องน่าเศร้าก็คือ มันไม่มีทางเป็นไปได้

17. เราจะรอวันใกล้ต ายไหม

ถึงจะเริ่มปล่อยวางบางอย่าง หรือเราจะเริ่มฝึกใจตัวเองตั้งแต่วันนี้ ที่จะปล่อยวางความโกรธ ปล่อยวางความแค้น ปล่อยวางความริษยา

ปล่อยวางความโลภ ปล่อยวางอัตตา ฯลฯ เพื่อให้ชีวิตเราเข้าใกล้ความสุขเนื้อแท้มากขึ้น และถูกสกัดกั้นด้วยความทุกข์ที่ไม่จำเป็นน้อยลง

18. เมื่อเราวาง ใจเราก็จะว่าง

ว่างจากความทุกข์ เมื่อความทุกข์สลายไป พื้นที่หัวใจที่เคยถูกมันยึดครองก็ถูกปลดปล่อย ความสุขก็สามารถคืบคลานเข้ามาแทนที่

สุขแบบสงบ อิ่มอุ่น ช่ำเย็น และเป็นเนื้อแท้ เป็นธรรมชาติของมันอย่างแท้จริง มาถึงคราวนี้เราจะสร้างสรรค์จากความว่าง

ที่มา : ธรรมะย่อยมาแล้ว