เลี้ยงลูกอย่างไรไม่ให้ถูกกลั่นแกล้ง และไม่เป็นฝ่ายรังแกผู้อื่น

เลี้ยงลูกอย่างไรไม่ให้ถูกกลั่นแกล้ง และไม่เป็นฝ่ายรังแกผู้อื่น

พ่อแม่ควรทำอย่างไร เมื่อลูกตกเป็นเป้าหมายของการกลั่นแกล้ง

เด็กส่วนหนึ่งที่มาพบแพทย์เพราะถูกแกล้ง มักจะมีปัญหาอื่นซ่อนอยู่ด้วยเสมอ

เช่น ปัญหาพูดช้า พูดน้อย เข้าสังคมไม่เป็น เป็นออทิสติก มีผลการเรียนไม่ดี มีโรคการเรียนรู้บกพร่อง

มีรูปร่างหน้าตาหรือลักษณะที่แตกต่างออกไปจากเพื่อน มีปัญหาครอบครัว ครอบครัวแตกแยก

เด็กขาดความมั่นใจในตนเอง ซึ่งเด็กที่รังแกผู้อื่น ก็จะมองเห็นจุดที่เปราะบางนี้ หยิบเรื่องนี้มาล้อเล่น ล้อเลียน ทำให้ดูเป็นเรื่องตลก

การช่วยเหลือเด็กที่ถูกแกล้งจึงไม่ใช่แค่การดูแลผลกระทบจากการล้อเลียน ไม่ใช่แค่ลงโทษผู้กระทำผิด

แต่เป็นการค้นหาปัญหาอื่นๆ ที่อาจจะถูกละเลยและมองข้ามไป ซึ่งนี่คือสิ่งสำคัญที่คุณพ่อคุณแม่

และคุณครูควรที่จะมองหาเพิ่มเติมด้วย เพื่อเพิ่มความมั่นใจ ความแข็งแกร่ง

และเสริมแนวคิดการปกป้องตนเองให้เด็กได้อย่างตรงจุดมากยิ่งขึ้น

ลูกเรากำลังถูกกลั่นแกล้งอยู่หรือไม่? พ่อแม่สังเกตได้จากอาการนี้

การถูกกลั่นแกล้งรังแก คือ การที่เด็กถูกรบกวนทางจิตใจ และถูกรบกวนทางด้านร่างกาย

สามารถสังเกตได้จากทั้งภายนอกและพฤติกรรมที่เด็กแสดงออก

เช่น หากเป็นการกระทำทางร่างกายมักจะมีร่องรอย เช่น พบรอยแผล รอยหยิก รอยฟกช้ำ

และยังมีการกลั่นแกล้งด้วยวิธีอื่นๆ เช่น พบว่าข้าวของเครื่องใช้ที่นำไปโรงเรียนเสียหายบ่อยครั้งจนผิดปกติ

หรือเด็กมักจะอ้างว่าทำเงินหายบ่อยๆ แต่จริงๆ แล้วถูกขโมยหรือถูกรีดไถ ถูกข่มขู่จนไม่กล้าบอกพ่อแม่

แต่ในกลุ่มเด็กที่ไม่ค่อยพูด ไม่กล้าแสดงออก ส่วนใหญ่มักจะมีอาการวิตกกังวลชัดเจนจนสังเกตได้

เริ่มเหม่อลอย อารมณ์เสีย ฯลฯ หรือบางคนอาจจะมีพฤติกรรมถดถอย

เคยทำบางสิ่งได้ก็จะปฏิเสธที่จะไม่ทำ หรือแสดงพฤติกรรมต่างจากสิ่งที่เคยทำมา

เช่น ไม่ยอมไปโรงเรียน ไม่ให้ความร่วมมือในการทำสิ่งต่างๆ

แล้วถ้าลูกเราเป็นฝ่ายรังแกคนอื่นล่ะ พ่อแม่ควรทำอย่างไร

ในมุมมองของการกลั่นแกล้งรังแกไม่ได้มีเพียงฝ่ายที่ถูกกระทำฝ่ายเดียวเท่านั้น

ที่ควรได้รับการช่วยเหลือ แต่ยังมีฝ่ายผู้กระทำที่ควรได้รับการบำบัดรักษาเพื่อไม่ให้ไปรังแกผู้อื่น

เด็กที่เป็นผู้กระทำมักจะมีปัญหาโรคสมาธิสั้น หรือมีปัญหาจากการเลี้ยงดู

พ่อแม่ไม่ให้ความสำคัญ ไม่มีเวลาอบรม และเพิกเฉยพฤติกรรมของเด็ก

หรืออีกกลุ่มหนึ่งคือตามใจเด็กมากจนเกินไป ให้อิสระจนเกินขอบเขต

ไม่เคยควบคุมพฤติกรรม ทำให้เด็กไม่รู้สิทธิ หน้าที่ และความรับผิดชอบของตัวเอง

หรือเด็กบางคนอาจจะถูกกดดันจากที่บ้านจนเกิดความเครียด

เมื่อไม่รู้จะไประบายออกทางไหนก็จะไปลงกับคนอื่น หาทางออกด้วยการสร้างกลุ่มที่โรงเรียน

ทำตัวให้เป็นจุดเด่นเพื่อให้คนอื่นสนใจ และต้องการสร้างภาพว่าตัวเองแข็งแกร่งในสังคม

ซึ่งเด็กกลุ่มนี้พ่อแม่มักจะมองไม่เห็นปัญหาและไม่พามาพบแพทย์ เนื่องจากเพิกเฉยพฤติกรรมของลูก

มัวแต่สนใจเรื่องของตัวเอง ทำให้เด็กสามารถปิดบังความผิดของตัวเองเป็นความลับได้ จึงทำให้วงจรการกลั่นแกล้งไม่มีที่สิ้นสุด

บ้านสถานที่สร้างภูมิคุ้มกันจากการกลั่นแกล้ง ครอบครัว คือ หน่วยที่เล็กที่สุดแต่มีความสำคัญที่สุด

ในการสร้างภูมิคุ้มกันในชีวิตให้กับเด็ก หน้าที่ของพ่อแม่ทุกคนคือสอนให้ลูกรู้จักสิทธิ หน้าที่

ความรับผิดชอบของตัวเอง การสอนเรื่องนี้ต้องเริ่มตั้งแต่สอนให้เขารู้ว่า “ตัวเองเป็นใคร”

พ่อแม่รักเขาแค่ไหน ต้องสอนให้เขารู้จักความรัก ให้การอบรมดูแล และต้องรู้จักชื่นชมเขาด้วย

เพื่อสร้างให้เขาเป็นคนที่มีคุณค่า ซึ่งสิ่งเหล่านี้มักจะเป็นเรื่องยากสำหรับพ่อแม่หลายๆ คน

แต่หากเด็กมีภูมิคุ้มกันในเรื่องนี้เป็นอย่างดีจะช่วยปกป้องเด็กคนหนึ่ง

ไม่ให้ไปทำร้ายคนอื่นได้ เพราะเขารู้แล้วว่าหน้าที่ในการไปโรงเรียนของเขาคืออะไร

เมื่อเด็กรู้แล้วว่าตัวเขาเป็นใคร ลำดับต่อมาพ่อแม่ต้องสอนว่า “คนอื่นเป็นใคร”

ต้องรู้จักพาเด็กไปรู้จักคนอื่นๆ รอบตัว รู้จักชื่อเพื่อน รู้จักคุณลักษณะที่ดีของเพื่อน

เพื่อให้เด็กมองเห็นแง่ดีของผู้อื่นเป็น และเรียนรู้ที่จะเห็นอกเห็นใจ และให้อภัยผู้อื่นได้

แต่การจะทำให้ลูกรู้จักคนอื่นๆ ได้ พ่อแม่ก็ต้องกระตือรือร้นที่จะทำหน้าที่และเป็นแบบอย่างในการเข้าสังคมให้กับลูกด้วย

ถ้าเราสอนให้เด็กรักตัวเองได้ แต่รักคนอื่นไม่เป็น การกลั่นแกล้งก็ยังมีอยู่ต่อไป

เพราะเด็กไม่เข้าใจการอยู่ร่วมกับผู้อื่นในสังคม การเลี้ยงดูเด็กคนหนึ่ง

จึงเป็นการสร้างมนุษย์คนหนึ่งให้กลายเป็นสัตว์สังคมที่แท้จริงให้ได้

ถึงแม้ว่าในอนาคตเด็กจะพบกับการกลั่นแกล้งรังแกในที่ทำงานหรือในสังคมใดๆ

เขาก็ยังมีภูมิคุ้มกันในจิตใจที่ทำให้สามารถผ่านเรื่องนี้ไปได้อย่างเข้มแข็ง

โรงเรียน สังคมจำลองที่เด็กต้องเรียนรู้ นอกจากครอบครัวแล้ว

คนที่มีส่วนหล่อหลอมภูมิคุ้มกันให้เด็กคือโรงเรียน เมื่อมีการกลั่นแกล้งกันจึงไม่ใช่แค่ครอบครัวเท่านั้น

ที่ต้องให้การดูแลและรับผิดชอบ เพราะโรงเรียนมีส่วนในการสร้างค่านิยม

และปลูกฝังให้เด็กรู้สิทธิและหน้าที่ของตัวเอง รวมถึงเรียนรู้ที่จะเคารพสิทธิของผู้อื่นด้วย

ถ้าโรงเรียนและคุณครูไม่สามารถสอนสิ่งนี้ให้กับเด็กได้ วงจรของการกลั่นแกล้งกันก็จะยังมีอยู่ต่อไปในโรงเรียน

การกลั่นแกล้งกันยุติได้ด้วยการบำบัดรักษา หากพ่อแม่แก้ปัญหาด้วยตัวเองทุกทางแล้ว

หรือหาทางออกร่วมกับโรงเรียนแล้วแต่ยังไม่สามารถช่วยเด็กให้หลุดพ้นจากวงจรการกลั่นแกล้งได้

ไม่ว่าจะเป็นผู้ถูกกระทำหรือเป็นผู้กระทำก็ควรพามาพบแพทย์เพื่อเข้าสู่การบำบัดรักษา

เพื่อค้นหาปัญหาที่แท้จริงของของเด็ก เพราะเป็นได้ว่าเด็กอาจจะเป็นโรคอยู่แล้วโดยที่พ่อแม่ไม่รู้

หากมารับคำปรึกษาและรับการรักษาเร็วเท่าไหร่ก็จะยิ่งมีผลต่อการพัฒนาการและการเติบโตของเด็กมากยิ่งขึ้น