เวลาของเรา..นับกันเป็นปี แต่เวลาของพ่อแม่ อาจนับเป็นวันแล้วก็ได้ (ให้ข้อคิดดีมาก)

เวลาของเรา..นับกันเป็นปี แต่เวลาของพ่อแม่ อาจนับเป็นวันแล้วก็ได้ (ให้ข้อคิดดีมาก)

คุณแม่ชราคนหนึ่ง เดินเข้าไปหาหนังสือพิมพ์ในห้องของลูกชาย เผอิญลูกชายกลับบ้านมาพอดี

ลูกชายหัวเสีย มาจากการเจรจา การค้า การเจรจาครั้งนี้ ไม่ประสบผลสำเร็จ ลูกค้าไม่ยอมสั่งออร์เดอร์ตามเดิม

จึงรู้สึกหงุดหงิดมาก เมื่อเห็นแม่กำลังควานหาอะไร บนเตียงของเขา ความหงุดหงิดบวกกับความไม่พอใจ

จึงตวาดออกไปว่า “แม่มาทำอะไร ที่ห้องผม อย่ายุ่งของๆ ผมนะ ผมบอกแม่กี่ครั้งแล้ว”

แม่ของเขาหันมาอธิบาย แก่ลูกชายว่า “แม่หาหนังสือพิมพ์ก็เลย นั่งบนเตียงของแก แป๊บเดียวเอง”

ลูกชายแสดงสีหน้าไม่พอใจเป็นอย่างยิ่งก่อนเดินออกจากห้องแล้ว

กล่าวทิ้งท้ายว่า “อยู่บ้านก็ไม่ทำอะไร ว่างมากหรือไง?”

เที่ยงคืนของคืนนั้นแม่ชราผู้อาภัพได้สิ้นใจโดย ที่ลูกชายยังไม่ทันได้ร่ำลาเลย สักคำ

ท่านขงจื้อกล่าวไว้ว่า “การปรับสีหน้า ให้เป็นปกติ คือ กตัญญู”

เหตุใดการปรับสีหน้าให้เป็นปกติคือ ความกตัญญู ก็เพราะการจะทำสีหน้า ให้ปกติเป็นเรื่องยาก

“กับข้าวอยู่ที่โต๊ะนะกินไปเลย ไม่ต้องรอ หนูงานยุ่ง”

“ของพวกนี้ราคาแพงนะ เวลาใช้ก็ประหยัด หน่อยนะแม่”

“ดึกขนาดนี้จะมานั่งรอผมทำไมผมโตแล้วนะ

วันหลังไม่ต้องนะ แม่รู้ไปถึงไหน ผมก็อายไปถึงนั่น”

เรางานยุ่งถึงขนาดนั่งกินข้าว กับ พ่อแม่ได้ได้ เลยหรือ ?

หากของที่ซื้อมาในราคาแพงนั้น เราเอาไปให้เจ้านาย เราจะกล้าพูดแบบนี้ไหม ?

ความห่วงหาอาทรที่พ่อแม่มีต่อลูกมันไม่เคยจางหายไป จากใจขอบคุณท่าน

เมื่อเห็นท่านนั่งรอคุณกลับบ้าน เหมือนตอนขอบคุณเพื่อนๆ

ที่นั่งรอเวลาคุณไปงานเลี้ยงสาย คุณทำกับคนอื่นได้ แต่กับพ่อแม่คุณทำไม่ได้เลยหรือ ?

ท่านบรมครูขงจื้อจึงกล่าวไว้ว่า “ยามท่านอยู่เลี้ยงดูด้วย ความเคารพ ยามปรนนิบัติ ให้ความสุขสบาย

ยามท่านป่วยให้การดูแลเอาใจใส่หากวันหนึ่งท่านจากไป

ให้ความอาลัย อย่างสุดซึ้ง ยามบูชาเซ่นไหว้ให้ความสำรวม”

ได้โปรด ระลึกว่าวันหนึ่งเราทุกคน ก็ต้องแก่เพียง แต่พ่อแม่แก่ก่อนเรา

สิ่งที่เราควรมีก็คือความเข้าใจ และปฏิบัติต่อท่านเหมือน ที่เราอยากได้ จากลูกหลานในอนาคต

เราจึงมีความเพียรในการดูแลไม่ปรักปรำพร่ำบ่นยามท่าน อยู่ดูแลเอาใจใส่ ท่านเพิ่ม อีกสักนิด

เพราะเวลาของเรานับกัน เป็นปีแต่เวลาของท่าน อาจนับเป็นวัน แล้วก็ได้