ในใจของเรา มีหมาป่าตัวร้ายกับหมาป่าใจดี

ในใจของเรา มีหมาป่าตัวร้ายกับหมาป่าใจดี

เรื่องเล่ามีอยู่ว่า ในใจของเรา มีหมาป่าอยู่สองตัว หมาป่าตัวร้ายกับหมาป่าใจดี

หนูน้อยถามว่า ถ้าสู้กัน หมาป่าตัวไหนจะชนะ

คุณย่าตอบหนูน้อยว่า ตัวที่เราเลี้ยงดูมันเป็นอย่างดีสิจ๊ะ

คุณย่าขา แล้วเราจะเลี้ยงดูเจ้าหมาป่าอย่างไร เด็กน้อยถาม

เราต้องมีสติ รู้จักมันเสียก่อน รู้ว่าตัวไหนดี และตัวไหนร้าย

แล้วเราก็แค่ ไม่ป้อนอาหารให้กับหมาป่าตัวร้าย แต่ให้อาหารกับเจ้าหมาป่าใจดีบ่อยๆ

เพียงเท่านี้ เจ้าหมาป่าใจดีก็จะเติบโตขึ้น และเป็นมิตรที่ดีกับเราไปตลอดกาล

ถ้าความคิด ความรู้สึก ประสบการณ์ในใจของเรา เป็นเหมือนกับหมาป่าทั้งสองตัวนี้

การมีสติ จะทำให้เรารับรู้ได้ว่า คุณภาพของใจเราตอนนี้ เป็นอย่างไร ดีหรือร้าย สุขหรือทุกข์ พอใจหรือไม่

เมื่อมีสติ เราก็จะเลือกได้ว่า เราจะหยุดคิด หรือคิดต่อ เราจะหยุดทำ หรือทำต่อ

เมื่อมีสติ เราเลือกได้ว่า เราจะจมไปกับอดีต ลอยไปกับอนาคต หรือเราจะอยู่ที่ตรงนี้ อยู่กับลมหายใจ อยู่กับความรู้สึกตัว

เมื่อเรามีความสุข ความทุกข์ก็มานั่งแอบอยู่ข้างหลังแล้ว ท่านปัญญานันทภิกขุ

ตั้งแต่สมัยเรียนเป็นแพทย์ประจำบ้านจิตเวช อาจารย์อาวุโสที่รักท่านหนึ่ง

ได้สอนบทเรียนหนึ่ง ที่แอดมินไม่เคยลืม เรากำลังอภิปรายเกี่ยวกับเคสผู้ป่วยคนหนึ่ง

ที่ดูจะมีปัญหาหลายอย่าง และหาความสุขในชีวิตไม่ได้เลย เราต่างถกกันถึงการแก้ปัญหา

และวิธีการที่จะช่วยให้คนไข้มีความสุข ถึงจุดหนึ่ง อาจารย์ก็ตั้งข้อสังเกตขึ้นมาว่า “อะไรๆ ก็ความสุข…”

แอดมินจำรายละเอียดเนื้อหาไม่ได้ชัดเจน แต่หลังจากนั้น

ได้นำไปสู่การพูดคุยว่า พวกเราโฟกัสกับ “ความสุข” มากเกินไป

การอยากมีความสุขมาก ก็ทำให้ทุกข์ได้มาก

อาจารย์บอกให้ สังเกตดูดีๆ ความสุขที่แต่ละคนพูดถึง ไม่เหมือนกัน

สิ่งที่เราคาดหวัง เงื่อนไขที่เราอยากได้นั้น มันใช่ ความสุข หรือไม่ อย่างไร?

ที่หลายคนพูดถึง ความสุขนั้น หลายครั้ง คนเหล่านั้น อาจหมายถึง 3 ส

คือ ความสนุก ความสะดวก และ ความสบาย มากกว่า

วัฒนธรรมในการแสวงหาความสุขก็มีความยุ่งยาก เพราะเรามีความต้องการหลายสิ่งอย่าง

เช่น อยากประสบความสำเร็จในการเรียน แต่ก็อยากเล่นสนุก อยากเรียนสบายๆ

และสะดวกๆ ได้ไปเที่ยว ไปพัก ไม่อยากอ่านหนังสือ ไม่อยากทำการบ้าน

อยากประสบความสำเร็จในการเรียนไปทำไม? ก็เพราะอยากจะมีโอกาสเลือก

ได้งานดี ทำงานไม่หนัก ทำเงินได้ดี อยากดูแลครอบครัวให้มีความสุข

ซึ่งบางครั้ง ความสุข อาจจะมาจากการที่เราสามารถหาซื้อสิ่งของ และประสบการณ์มา

ให้เรามีความสนุก ความสะดวก และความสบาย หลังจากได้เรียนรู้ครั้งนั้น

ก็ได้ลองหันกลับมาสำรวจตัวเองบ่อยๆ ว่า ณ เวลานี้ ที่เรากำลังทุกข์

หรืออยากได้ อยากมีความสุขนั้น เราต้องการอะไรอยู่ลึกๆ ได้เริ่มเห็นว่า

ความทุกข์ กับการอยากมีความสุขนั้น ก็อยู่ใกล้กันมาก และเมื่อเรามีความสุขนั้น

ความทุกข์ก็มานั่ง แอบอยู่ข้างหลังเราแล้ว ยิ่งเราไล่ตามความสุข ความสนุก ความสะดวก

ความสบาย ไปเรื่อยๆ ก็ดูเหมือน ความอดทนต่อความเบื่อหน่าย

ความยากลำบาก ของเรา จะค่อยๆ ถดถอยไป แลกมาด้วยเงื่อนไขความสุขที่เพิ่มมากขึ้นไปตามกาลเวลา

แม้จะทำได้บ้าง ไม่ได้บ้าง เราก็พยายามระลึก และเตือนตัวเองอยู่เสมอว่า

อยากมีความสุข หรือจะเป็นสุขเลย จากการที่เรายอมรับ และต้อนรับความทุกข์เล็กๆ

จากความเบื่อ ความไม่สะดวกสบาย ความยากลำบาก ที่เกิดขึ้นในชีวิตประจำวัน

ยินดีที่เราอยู่กับมันได้ แม้จะมีความรู้สึกไม่ชอบบ้าง ไม่ต้องพยายามฝืนตัวเอง

แต่ค่อยๆ ลองฝึก สังเกตเห็นสภาวะใจที่เปลี่ยนไป เวลาอยากมีความสุข

พอใจนึกถึงสิ่งที่อยากได้อยากมี อยากเป็น เห็นการเปลี่ยนแปลง

เห็นความบีบคั้นของใจ เวลายอมรับ และอยู่กับความทุกข์ได้

เห็นการเปลี่ยนแปลงของใจ ที่คลี่คลายเบาสบาย

เห็นความเป็นสุขในใจที่มากขึ้น แค่นี้ก็พอแล้ว มาฝึกด้วยกันนะคะ