ให้คนอื่นยืมเงิน เท่ากับการจ่ายเงินเพื่อซื้อศัตรู

ให้คนอื่นยืมเงิน เท่ากับการจ่ายเงินเพื่อซื้อศัตรู

เรื่องของการยืมเงิน เป็นปัญหาใหญ่ระดับสังคมเลยก็ว่าได้ เพราะยืมแล้วไม่คืน มีให้เห็นกันอยู่ประจำ

คนเรานั้นต่อให้สนิทกันมากแค่ไหน แต่ถ้ามีเรื่องของ “เงิน” มาเกี่ยวข้อง

ก็อาจจะส่งผลกระทบต่อความสัมพันธ์ได้ง่ายๆ บางครั้งการช่วยเหลือ ก็เป็นสิ่งที่ดี

แต่ในบางครั้ง เราก็ต้องคิดให้ดีก่อนจะช่วยเหลือใคร การให้คนอื่นยืมเงิน

ต่อให้เป็นเพื่อนสนิทมากแค่ไหน ก็ไม่ต่างอะไรกับการจ่ายเงินเพื่อซื้อศัตรู

แรกๆ เขาจะยินยอมเราทุกอย่าง เห็นเราเป็นดั่งพ่อพระ

แต่เมื่อถึงตอนที่เราทวง เราจะกลายเป็นคนที่น่ารำคาญที่สุดในชีวิตของเขาทันที

เรียกได้ว่าเป็นคนที่เขาไม่อยากเจอมากที่สุด

หากเราเจอเพื่อนดี ยืมแล้วคืน รักษาสัจจะก็ดีไป

แต่นั่นมันน้อยมากเลยนะ ที่จะเจอคนแบบนั้น

เหมือนที่เขาได้กล่าวเอาไว้ว่า บางครั้งถ้าเราไม่ให้เงินเพื่อนยืม

เราอาจจะเสียแค่เพื่อนไปหนึ่งคน แต่เมื่อใดก็ตามที่เราเอาเงินให้เพื่อนยืม

เราอาจจะเสียทั้งเงิน และเพื่อนไปเลยก็ได้

เพราะฉะนั้น คิดให้ดีๆ ก่อนทุกครั้ง ก่อนจะให้ใครยืมเงิน

เพราะไม่อย่างนั้น เราอาจจะต้องเสียเพื่อน และได้ศัตรูมาเพิ่มแทน

เคยได้ยินเค้าบอกกันว่า “ถ้าอยากเลิกคบใคร จงให้คนนั้นยืมเงิน”

ได้ยินแล้วก็คิดว่ามันไม่เกินจริงเลยนะ เพราะก็เห็นมาหลายรายแล้วที่ต้องผิดใจกันด้วยการให้เพื่อน “ยืมตังค์”

สุดท้ายก็ถูกปล่อยให้ลำพังด้วยคำว่า “ไม่คืน” เรียกได้ว่าเป็นอีกหนึ่งสาเหตุยอดฮิต

ที่ทำให้เพื่อนเลิกคบกันมานักต่อนัก ทางที่ดีอย่าให้เรื่อง “เงิน” มาทำลายมิตรภาพเลยดีกว่า

วันนี้เราเลยเอามาฝากกันแล้วกับ 9 เหตุผลดีๆ ที่อยากให้คุณรู้ไว้ ว่าทำไมถึงไม่ควรให้เพื่อนยืมเงิน

1. สถานะที่เปลี่ยนไป

ทันทีที่คุณให้เพื่อนยืมเงิน จากสถานะเดิมของความเป็น “เพื่อน”

จะถูกพ่วงสถานะ “เจ้าหนี้” และ “ลูกหนี้” เข้ามาด้วย ทีนี้แหละความสัมพันธ์มันอาจจะมีบทบาทไม่เหมือนเดิมซะทีเดียว

ไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง จะด้วยความตั้งใจ หรือไม่ตั้งใจก็ตาม มันเสี่ยงที่จะเกิดขึ้นได้อย่างแน่นอน

เตรียมรับมือเอาไว้ได้เลย ตัวอย่างเช่น เพื่อนอาจพยายามหลบหน้าคุณ ไม่ทักทายสนิทใจเหมือนเดิม

ในกรณีที่เค้า ไม่สามารถหาเงินมาใช้คุณคืนได้ตามสัญญา หรือ คุณเองนั่นแหละอาจจะหลบหน้าเค้า

เพราะเกรงว่าการเข้าไปคุยเรื่องอะไรก็ตาม จะดูคล้ายกับการทวงหนี้ จึงไม่อยากทำให้อีกฝ่ายลำบากใจ

นานๆ เข้าไปก็กลายเป็นความเหินห่าง เป็นจุดที่กลืนไม่เข้าคายไม่ออกระหว่างมิตรภาพของคนทั้งคู่

2. ความรู้สึกถูกทำลาย

“ลูกหนี้” บางคนก็แปลกนะ ภายนอกพรีเซนต์ว่าใช้ชีวิตกินหรู อยู่สบาย ใช้ของแพง

อัพนู่น อวดนี่ ในหน้าโซเชี่ยลมีเดียกันรัวๆ เห็นแล้วน่าอิจฉา ไม่เห็นหัวอกหัวใจคนเป็น “เจ้าหนี้”

หรือในที่นี้ก็คือ “เพื่อน” ของตัวเองกันบ้างเลย แหม ถ้ามีกินมีใช้ขนาดนั้น แล้วมีเงินมาใช้หนี้คืนด้วยก็ไม่มีปัญหาหรอก

ไลฟ์สไตล์ใคร ไลฟ์สไตล์มัน ชั้นไม่ว่า แต่ถ้าเหนียวหนี้ ขอผ่อนผันทุกเดือน

เห้ยแก เดือนนี้เราช็อตอะไรงี้ มันหน้าโดนตีนะคะ ถ้าคุณเจอเพื่อนแบบนี้ละก็

เชื่อสิ ความรู้สึกดีๆ ที่เคยมีมันจะเริ่มจางหายไปเรื่อยๆ ความเชื่อใจ

หรือเครดิตที่เคยมีให้มันจะติดลบไปหมด เพื่อนแบบนี้คงคบกันต่อไปยากค่ะ

นี่แหละน้า ที่เค้าบอกว่า “เพื่อน” บางคน เป็นของขวัญ บางคนเป็นบทเรียน

3. ยิ่งสนิท ยิ่งไม่ได้คืน

“ความสนิท” มันแปรผกผันกับความ “เกรงใจ” เสมอแหละค่า

สังเกตมั้ย ยิ่งเราสนิทกับใครมากๆ เราจะรู้สึกสบายๆ กับคนนั้น

จะทำอะไรก็ได้ จะด่า จะแหย่ จะเล่นหัวก็ไม่ค่อยถือสากัน

แต่คุณคะ สำหรับเรื่อง “เงิน” ต้องขอยกเว้นไว้ ณ จุดนี้

ต้อง “เกรงใจ” กันมากกว่าเดิมด้วยซ้ำ เห็นมาบ่อยแล้วพวกลูกหนี้ที่ยืมเงินเพื่อนสนิทแล้วชอบตีมึน

เห้ยเดือนนี้เอาไว้ก่อนนะ เพื่อนกันไม่ซีเรียสดิ หรือ เห้ยแกเดี๋ยวมีแล้วจ่ายนะอะไรแบบนี้

ไม่ได้ค่ะ สัญญาต้องเป็นสัญญา แล้วยิ่งถ้าเพื่อนคนนี้เค้ามีหนี้อยู่หลายเจ้านะ

ยิ่งสนิทกันมากเท่าไหร่ เค้าก็จะคิดว่าคุณน่าจะอะลุ่มอะล่วยให้ได้

ขอเอาเงินไปใช้เจ้าหนี้รายอื่นก่อนดีกว่า ส่วนเพื่อนสนิทไว้คิวสุดท้ายละกันอะไรแบบนี้ อาเมนเถอค่ะคุณเพื่อน

4. เสียโอกาส

ถ้าเปรียบการให้เพื่อนยืมเงินเป็นการลงทุนชนิดหนึ่ง ทางเศรษฐศาสตร์คงต้องนับว่ามันเป็นการลงทุนที่ล้มเหลวสิ้นดี

ทำไมนะเหรอ เพราะนอกจากจะขาดทุนเนื่องจากความเสี่ยงที่จะไม่ได้คืนสูงแล้ว ยังขาดทุนเรื่องความรู้สึก

แถมยัง “เสียโอกาส” อีกด้วย เพราะโดยส่วนใหญ่แล้วการให้เพื่อนยืมเงิน น้อยคนนักที่จะกล้าคิดดอกเบี้ยกับเพื่อน

ส่วนหนึ่งก็เพราะเห็นว่าเพื่อนกำลังลำบากอยู่ มันจะดูขูดเลือดขูดเนื้อ ซ้ำเติมกันไปหน่อยหรือเปล่า

ซึ่งจุดนี้แหละถือเป็นความผิดพลาด เพราะแทนที่เราจะนำเงินก้อนนี้ไปก่อดอก ออกผลต่างๆ

หรือเอาไปลงทุนให้มันงอกเงยให้เกิดรายได้ หรือนำไปใช้มอบความสุขให้กับตัวเอง

ให้คุ้มค่ากับที่เราเก็บหอมรอมริบมา มันกลับไม่ได้ใช้ประโยชน์ใดๆ หนำซ้ำบางทีเมื่อเราลำบาก

จำเป็นต้องใช้เงิน เงินส่วนนี้ที่ควรจะเป็นทุนสำรองของเราก็หายไปซะแล้ว มีแต่ขาดทุนกับขาดทุนเห็นไหม

5. มีครั้งแรก จะมีครั้งที่สอง

จริงอยู่ว่าเมื่อเพื่อนลำบาก เพื่อนก็ต้องยื่นมือเข้าไปช่วยเพื่อน แต่จำไว้นะ

มีครั้งแรกก็ต้องมีครั้งต่อไป ครั้งที่ 2 3 4 ตามมาเรื่อยๆ ยิ่งถ้าคุณเป็นคนที่ให้ยืมง่ายนะ

ลูกหนี้ยิ่งจะติดเป็นนิสัย เงินหมุนไม่ทันทีไร ก็จะมานึกถึงคุณตลอด เผลอๆจะไม่ได้มีลูกหนี้แค่คนเดียวด้วยล่ะ

พาลจะตามมากันอีกเพียบ จะไม่ให้ยืมก็ไม่ได้ จะเจอการเล่นดราม่าใส่ประเภท “ทำไมทีกับ A แกให้ยืม

ทำไมทีชั้นแกไม่ให้ยืมวะ รักเพื่อนไม่เท่ากันเหรอ ?” อะไรทำนองนี้ไปอีก น่าปวดหัวนะคะ

ฉะนั้นตัดไฟแต่ต้นลม ไม่ต้องให้เพื่อนคนไหนยืมทั้งนั้น จะสนิทระดับไหนก็ไม่ต้องให้ยืม

อย่าหลงผิดคิดว่าการให้เพื่อนยืมเงินแล้วเพื่อนจะรักเรามากขึ้นนะคะ ไม่จริงหรอกค่ะ มีแต่จะเสียเพื่อนไปซะมากกว่า

6. เสียสุขภาพจิต

ย้อนกลับไปตอนคุณเพื่อนมายืมเงิน เห็นเล่นบทเศร้ามาแต่ไกล เดือนร้อนจริงๆ

ขอยืมเงินหน่อยเถอะ ถ้าไม่ได้ต้องตายชัวร์ๆ แทบจะไหว้ ขอร้องพร้อมน้ำตาไหลอาบ

ทำเราใจอ่อนต้องให้ยืมไป พอถึงเวลาคืน โอ้โห้ ที่พูดมาทั้งหมดสลับบทบาทกันได้เลยค่า

เจ้าหนี้นี่แหละ แทบจะต้องไปกราบกรานให้คืนเงิน ยิ่งถ้าเจอลูกหนี้สายหน้าด้านเข้าแล้ว

บอกได้คำเดียวสุขภาพจิตวอดวายค่ะ งานนี้ทำไมนะ

เจ้าหนี้อย่างเราต้องมารอลุ้นทุกสิ้นเดือนว่าเดือนนี้จะมียอดเงินเข้ามั้ย

เงินของเราแท้ๆ สุดท้ายก็ต้องมาเจอแต่คำแก้ตัว สารพัดสารเพ เงินขาด หมาป่วย หวยแด๊กซ์

แม่ยายเข้าโรงพยาบาล โอ้ย เพลียค่ะ ถ้าไม่อยากเจอปัญหาแบบนี้ จงอยู่ให้ห่างการให้เพื่อนยืมเงินด่วนๆ เตือนแล้วนะ

7. ความเสี่ยงสูง

เอาจริงๆนะ ถ้าให้เพื่อนยืมเงินไป ตามสถิติแล้วให้คิดไว้ก่อนล่วงหน้าเลยว่าส่วนใหญ่จะไม่ได้คืน ทำใจค่ะ

เคสแบบนี้ถ้าเราเจอกับตัว บางทีมันก็มีข้อดีอยู่เหมือนกัน เพราะมันช่วยทำให้เราเห็นอะไรต่างๆได้ชัดขึ้น

เข้าใจโลก เข้าใจคนที่เรา(เคย)เรียกว่าเพื่อนมากขึ้น ทั้งหมดทั้งมวลถ้าเราไม่ได้คืน แล้วเราไม่เดือดร้อนมันก็ไม่มีปัญหาหรอกค่ะ

ถือว่าซื้อบทเรียนราคาเเพง คุ้มค่ากับการได้ตัดคนที่ไม่มีสัจจะออกไปจากชีวิตเราได้ แต่ถ้าให้เค้ายืมไปแล้วเราถังแตก

เอาตัวเองไม่รอด นี่ก็ไม่โอเค ฉะนั้นก่อนจะให้ใครยืมเงินคิดทบทวนให้รอบคอบ ถ้าคิดว่าไหว เงินนี้เป็นเงินเย็น

เสียไปก็ไม่ลำบาก จะเสี่ยงให้ยืมก็ได้ แต่ถ้าเป็นเงินก้อนที่สำคัญกับชีวิตของเราจริงๆ

ก็ให้บอกปฎิเสธไปตรงๆ แล้วอาสาช่วยเหลือด้านอื่นตามกำลังความสามารถของเราจะดีกว่า ไม่เสียทั้งเพื่อน ไม่เสียทั้งเงินค่ะ