8 วิธีเลี้ยงลูกให้มีความสุขในยุคนี้

8 วิธีเลี้ยงลูกให้มีความสุขในยุคนี้

จากสถานการณ์ปัจจุบันมีการเปลี่ยนแปลงมากมายที่เกิดขึ้น ส่งผลต่อวิถีการใช้ชีวิต การทำงาน การพักผ่อน

ทำให้มุมมองที่เรามีต่อสิ่งเหล่านั้นเปลี่ยนไป ซึ่งความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นไม่ได้ส่งผลต่อผู้ใหญ่

หรือใครคนใดคนหนึ่งเพียงอย่างเดียว แต่ยังส่งผลโดยตรงไปสู่คุณพ่อคุณแม่

ผู้ปกครองที่ต้องเลี้ยงลูกให้มีความสุขท่ามกลางกระแสความเปลี่ยนแปลงนี้

เพื่อให้เขาเติบโตไปโดยไม่รู้สึกขาด หรือแปลกแยกไปจากสิ่งที่พวกเขาควรจะเป็น

วิธีเลี้ยงลูกให้มีความสุข ในยุค New Normal นั้น กุญแจสำคัญคือความยืดหยุ่น

ในการเลี้ยงลูกควบคู่ไปกับการปรับมุมมองของตัวคุณพ่อคุณแม่เอง โดยหลักๆ แบ่งเป็น

1. ปล่อยให้ลูกได้เล่นอย่างมีอิสระเสรี

ควรปล่อยให้ลูกๆ ได้เล่นตามวัยบ้าง เพราะจะทำให้เขาได้เรียนรู้ทักษะ กติกาทางสังคม

และการเข้าสังคมได้ ช่วยพัฒนาเด็กสมาธิสั้น หรือเด็กที่มีอาการไฮเปอร์ ให้มีความฉลาดทางอารมณ์ หรือ EQ

2. เลี้ยงลูกให้เป็นตัวของตัวเอง

การเลี้ยงลูกในโลกยุคโลกาภิวัตน์ ที่การเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นทุกวินาที อินเทอร์เน็ต

และโซเชียลมีเดียคือสิ่งปกติที่เด็กๆ หรือลูกๆ ของเรารู้จักตั้งแต่เกิด หากคุณพ่อคุณแม่

ผู้ปกครองรู้จักปรับตัวและใช้ประโยชน์จากข้อดีของสิ่งเหล่านี้ และนำมาช่วยเลี้ยงลูกให้ค้นพบความชอบของตัวเอง

เห็นคุณค่าของตัวเอง โดยไม่ต้องมาคอยพะวงกับเรื่องความสมบูรณ์แบบ และช่วยให้ลูกมีความสุขได้ในแบบฉบับของตัวเองได้

3. อย่าเลี้ยงลูกแบบปกป้องหรือตามใจมากจนเกินไป

“ตึงในบางโอกาส หย่อนในบางเวลา” คุณพ่อคุณแม่ ผู้ปกครองที่พยายามจะหลีกเลี่ยงความเสี่ยงให้ลูกในทุกโอกาส

อาจส่งผลให้ลูกเกิดความวิตกกังวล จนอาจส่งผลให้เขาไม่กล้าที่จะตัดสินใจหรือลงมือทำอะไรด้วยตัวเอง

ความยืดหยุ่นที่คุณพ่อคุณแม่ต้องคอยบอกตัวเอง คือเลี้ยงลูกในแบบให้เขาได้ลองผิดลองถูก

เมื่อล้มก็กล้าที่จะลุก เป็นการฝึกทักษะฝึกใจให้เข้มแข็งให้กับลูก โดยเราคอยสนับสนุนและเป็นกำลังใจอยู่ห่างๆ

คอยให้คำแนะนำที่เหมาะสม ซึ่งทักษะ Resilience (RQ) นี้จะช่วยให้ลูกฝึกการแก้ปัญหาด้วยตัวเอง

หากลูกของเราเป็นเด็กขี้อาย วิธีการเลี้ยงลูกที่เหมาะสมก็ควรสอนทักษะการเรียนรู้ที่จำเป็นให้เขา

เช่น การทักทาย ทำความรู้จักเพื่อนใหม่ และทักษะอื่นๆ แล้วค่อยๆ ปล่อยให้ลูกได้มีการตัดสินใจเอง

4. สอนให้รู้จักอารมณ์ความรู้สึกต่างๆ พร้อมเปลี่ยนเชิงลบเป็นเชิงบวก

การเลี้ยงลูกเราควรสอนให้เขารู้ว่าอารมณ์ความรู้สึก คือสิ่งที่เกิดขึ้นและสามารถจัดการได้

และความรู้สึกเชิงลบเกิดขึ้นได้ตลอดเวลา แต่มันจะไม่อยู่กับเราตลอดไป และเราก็สามารถเปลี่ยนมันเป็นความรู้สึกเชิงบวกได้เช่นกัน

ไม่จำเป็นต้องเลี้ยงลูกโดยสอนเขาว่าโลกนี้มีแค่สีขาวและดำ ควรให้เขาได้มองโลกตามความเป็นจริง

แต่สิ่งสำคัญคือการรับฟังสิ่งที่ลูกพูด ทุกครั้งเมื่อลูกเกิดอารมณ์ โมโหร้ายหรือความรู้สึกเชิงลบขึ้น

อย่าพยายามปลอบเพื่อให้ลูกอารมณ์ดีขึ้นเพียงอย่างเดียว ควรรับฟังลูกว่า ความรู้สึกเชิงลบนี้เกิดขึ้นเพราะอะไร

แล้วค่อยๆ นำเสนอวิธีจัดการกับอารมณ์ความรู้สึกนั้นแก่ลูก วิธีนี้จะช่วยให้ลูกเรียนรู้

ที่จะจัดการกับอารมณ์ความรู้สึกของตัวเอง ทั้งยังสามารถคิดและแยกแยะสิ่งต่างๆ อย่างเป็นระบบมากขึ้น

5. สอนให้เห็นอกเห็นใจผู้อื่น

ในโลกที่กว้างใหญ่ และผู้คนมีความแตกต่างหลากหลาย การเลี้ยงลูกให้เขาเข้าใจความหลากหลายนั้นเป็นสิ่งสำคัญ

ที่จะช่วยให้เขาสร้างความสัมพันธ์ที่ดีกับคนรอบข้างได้ และคุณพ่อคุณแม่ ผู้ปกครองคือตัวอย่างที่ดีที่สุด

ที่จะสอนให้ลูกรู้จัก เรียนรู้ และเข้าใจความเห็นอกเห็นใจต่อผู้อื่น

สิ่งนี้จะช่วยให้ลูกมีความสุขจากการให้ และรับรู้ถึงความรู้สึกของผู้อื่นมากขึ้นได้นั่นเอง

6. เสริมสร้างความฉลาด ควบคู่กับความเฉลียว

เทคโนโลยีอีกหนึ่งตัวช่วยของคุณพ่อคุณแม่ที่พัฒนาความ “ฉลาด” ของลูกประเภท IQ ได้เป็นอย่างดี

แต่ในยุคที่มีการแข่งขันสูงในทุกๆ ด้านนี้ เด็กจึงจำเป็นจะต้องถูกพัฒนาความ “เฉลียว” ควบคู่กันไปด้วย

โดยทักษะนี้จะสามารถช่วยให้ลูกๆ รู้จัก คิด วิเคราะห์ และแยกแยะข้อมูลให้จำนวนมากได้

ซึ่งส่งผลต่อการตัดสินใจและกลั่นกรองข้อมูลที่ได้รับมาทำให้ไม่หลงเชื่อสิ่งรอบข้างได้ง่ายๆ

เด็กที่ได้รับการพัฒนา 2 สิ่งนี้ควบคู่กันจะสามารถอยู่ในยุค New Normal ได้อย่างมีความสุข

7. สอนให้เผชิญหน้ากับปัญหา พร้อมแก้ปัญหาด้วยตัวเอง

ยุคที่สังคมมีการเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา หลากหลายบ้านเลือกที่จะปกปิด

หรือแก้ปัญหาที่เกิดขึ้นของลูกด้วยตัวของผู้ปกครองเอง แต่หลายครั้งการที่ให้ลูกๆ

ได้เผชิญหน้ากับปัญหานั้นด้วยตัวเองตั้งแต่เด็ก ถือเป็นอีกหนึ่งวิธีที่ช่วยเสริมเกราะป้องกันทางการแก้ปัญหาเฉพาะหน้าของเด็กได้

แต่เกราะป้องกันนี้จะต้องอยู่ในสายตาของผู้ปกครอง หากผิดพ่อแม่จำเป็นจะต้องอยู่ข้างๆ

และเปิดโอกาสให้ลูกเสนอวิธีการแก้ปัญหากับสิ่งที่เผชิญอยู่และพร้อมสนับสนุน วิธีนี้จะช่วยให้การเลี้ยงลูกยุคใหม่เป็นเรื่องที่ง่ายขึ้น

8. พัฒนาความคิดให้เป็นทักษะและบุคลิกที่ดี

“โตขึ้นอยากเป็นอะไร” คำถามที่เด็กๆ ไม่ว่ากี่ยุคก็ต้องเคยได้ยินมากับตัว

และหลากหลายคนมักจะไม่สามารถตอบคำถามนี้ได้ แต่ปัญหาเด็กเครียดนี้คุณพ่อคุณแม่สามารถแก้ให้ลูกได้

จากการเข้าใจและเรียนรู้ถึงความคิดในแต่ละช่วงวัยที่ลูกแสดงหรือกำลังเป็นอยู่ขณะนั้น

และผลักดันความคิดที่สร้างสรรค์เหล่านั้นให้เป็นทักษะที่ติดตัว ไม่ว่าจะเป็นทักษะเกี่ยวกับการพูด

ทักษะเกี่ยวกับการทำงานเป็นทีม หรือทักษะทางศิลปะแขนงต่างๆ เมื่อเด็กเข้าใจในสิ่งที่ตนเองชอบแล้ว

จะไม่เกิดการกดดันตัวเองเมื่อโตขึ้น ส่งผลให้เด็กเหล่านี้ได้พัฒนาทักษะของตัวเองในด้านต่างๆ อย่างเต็มที่

และมีบุคลิกลักษณะทางอารมณ์ที่สมวัย สุดท้ายนี้สิ่งที่คุณพ่อคุณแม่ ผู้ปกครองควรให้ความสำคัญ

และเอาใจใส่ในการเลี้ยงลูกให้มีความสุขมากยิ่งขึ้นคือเรื่อง ‘ความเครียด’ ที่อาจเกิดขึ้นได้ตลอดเวลา

ทั้งจากความเปลี่ยนแปลงที่ยังไม่คุ้นชิน หรือข้อจำกัดที่อาจกระทบต่อพัฒนาการบางด้านของลูก

โดยใช้ความรัก ความเอาใจใส่ และความเข้าใจในทุกๆ ขั้นตอนของการเลี้ยงลูกเพียงเท่านี้

ไม่ว่าสถานการณ์ต่างๆ จะเปลี่ยนแปลงหรือเกิดอะไรขึ้น ผู้ปกครองจะสามารถจัดการกับปัญหาตรงหน้าได้อย่างเป็นระบบ

และร่วมกันสร้างบรรยากาศการเรียนรู้ให้ลูกเติบโตไปอย่างมีความสุขได้อย่างแน่นอน