8 สิ่ง ทำให้ชีวิตไม่มีวันตกต่ำ เพื่อชีวิตที่รุ่งเรืองแบบไม่มีวันลำบาก

1. มีความเข้าใจชีวิตตามความเป็นจริง

คือเห็นว่า ชีวิตคือของชั่วคราว และสิ่งที่เกิดขึ้นในชีวิต คือผลอันเกิดจากการกระทำของเราทั้งอดีต และปัจจุบัน บุญบาปมีจริง การเวียนว่ายมีจริง

การพ้นไปจากการเวียนว่ายมีจริง รู้จักเห็นโทษของความสุข เห็นโทษของความทุกข์ เห็นโทษของการได้มา เห็นโทษของการเสียไป

รู้จักกระบวนการทำงานของความคิดและจิต เห็นหนทางแก้ไขความทุกข์ที่ถูกต้อง และเดินตามแนวทางที่ถูกต้อง

ซึ่งแนวทางที่ถูกต้องดังกล่าว ก็จำเป็นต้องมีวิธีศึกษา และปฏิบัติอย่างถูกต้องด้วย

2. รู้จักกำจัดจุดดำในใจ

คือรู้จักจัดการกิเลสตันหาของตน ไม่ตกอยู่ใต้อำนาจวัตถุเงินทอง ละลดความสุขทางกาม คือละความสุขทางตา หู จมูก ลิ้น กาย

เห็นโทษของความสุขที่ได้จากกิน กาม เกียรติ เพิ่มพูนความสุขทางใจ คือสุขจากสิ่งดีงาม สุขจากสมาธิ สุขจากการวางตนอยู่เหนือสถานการณ์

ละความอิจฉา รู้จักเมตตา ช่วยเหลือ ยินดี แบ่งปัน และปล่อยวาง

3. พูดจามีธรรม

คือไม่พูดความเท็จ ไม่พูดสอดเสียด ไม่พูดจาทำลายน้ำใจบุคคลอื่น ไม่พูดความจริงที่ไร้ประโยชน์ พูดจาสุภาพ มีประโยชน์ เหมาะสมกับกาลเทศะ

4. รู้จักสิทธิของผู้อื่น

คือไม่ใช้กำลัง คำพูด อุบาย และอำนาจ ทำร้าย ผู้อื่น ไม่ลักขโมยของของใคร ไม่ผิดลูกผิดเมียใคร ไม่ทำลายสิ่งของอันเป็นที่รักของใคร

มีใจสงเคราะห์คนในครอบครัว เพื่อนฝูง ผู้อื่น สังคม และโลกตามกำลังอยู่เสมอ

5. ประกอบอาชีพด้วยความดี และความเพียร

คือไม่ประกอบอาชีพเบียดเบียน เอาเปรียบผู้อื่นทั้งทางตรง ทางอ้อม ไม่ประกอบอาชีพที่มอมเมาผู้อื่น ไม่ประกอบอาชีพที่ส่งเสริมให้ตนเอง

และผู้อื่นเกิดความโลภ โกรธ หลง ไม่ประกอบอาชีพที่ถูกกฎหมายแต่ผิดศีลธรรม ให้ประกอบการงานด้วยความโปร่งใส สุจริตอย่างเต็มกำลังความสามารถ

ประกอบการงานด้วยหลักอิทธิบาทสี่ คือมีใจรักในงาน มีเวลาทุ่มเทในงาน มีสมาธิจดจ่อในงาน มีการตรวจสอบ ปรับปรุงพัฒนาในงานอยู่เสมอ

6. จัดสรรชีวิตให้ให้มีความเหมาะสมกับการพัฒนาจิตใจ

คือรู้จักจัดสรรชีวิตให้มีความสัปปายะ คือมีความสงบเย็น เรียบง่าย ไม่ว้าวุ่น คบเพื่อนสงบเย็น คุยในเรื่องสงบเย็น อยู่ในสถานที่สงบเย็น

ดำเนินชีวิตอยู่ในกระแสแห่งธรรม ไม่ดำเนินชีวิตอยู่ในกระแสตันหา อันเป็นต้นกำเนิดของความเดือดร้อน และโง่เขลา

7. รู้ตัวทั่วพร้อม

คือรู้จักกำหนดสติว่าขณะนี้กำลังทำอะไร พูดกับใคร และสิ่งนี้จะมีผลอย่างไรต่อชีวิต กำลังเดินให้รู้ว่าเดิน กำลังนั่งให้รู้ว่านั่ง กำลังกินให้รู้ว่ากิน

กำลังทำสิ่งใดให้รู้สึกตัวอยู่เนื่องๆ ลมหายใจเข้ารู้ ลมหายใจออกรู้ เห็นความคิด เห็นความรู้สึก เห็นการเกิดดับของความคิด ความรู้สึก

และความเป็นไปของสิ่งต่างๆ สามารถดำเนินชีวิตโดยใช้สติปัญญาเป็นเข็มทิศนำทาง

8. ให้จิตใจตั้งมั่นด้วยกำลังของสมาธิ

คือฝึกฝนสมาธิ เพื่อเป็นฐานกำลังของชีวิต ฝึกการใช้ความคิดอย่างมีคุณภาพ รู้จักคิดเมื่อควรคิด รู้จักหยุดความคิดเมื่อยังไม่ถึงเวลา

ไม่ฟุ้งซ่านในเรื่องอดีต ไม่กังวลเรื่องอนาคต แต่ให้มีพลังอยู่กับปัจจุบัน กำหนดจิตอยู่กับสิ่งที่ต้องทำ ทำกิจต่างๆ ด้วยจิตว่างที่เต็มไปด้วยความสร้างสรรค์

ที่มา : พศิน อินทรวงค์